ทำไมความเห็นอกเห็นใจ คือทักษะที่ AI แทนมนุษย์ไม่ได้
Student blog — 04/04/2026
สำหรับเด็กปฐมวัย ความเห็นอกเห็นใจ ไม่ได้หมายถึงแค่การเป็นคนมีเมตตา แต่คือทักษะชั้นสูงที่รวมเอา “ความเข้าอกเข้าใจ” ในมุมมองของผู้อื่น (Perspective-taking) เข้ากับการรับรู้อารมณ์ร่วมกัน ทักษะนี้คือรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมที่หมุนไวและเต็มไปด้วยความหลากหลาย หากปราศจากความเห็นอกเห็นใจ เด็กอาจเติบโตขึ้นพร้อมกับความสามารถในการใช้เทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม แต่กลับขาด “เข็มทิศ” ในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย
บทความนี้จะช่วยให้พ่อแม่ ครู และผู้ดูแลเด็ก ได้เห็นถึงความสำคัญของการปลูกฝัง “ความเห็นอกเห็นใจ” ในช่วงวัยทองของพัฒนาการ พร้อมตัวอย่างกิจกรรมที่พ่อแม่และครูปฐมวัยสามารถส่งเสริมเรื่อง Empathy ที่ทำได้จริง เพื่อสร้างเด็กยุคใหม่ที่ไม่ได้มีเพียงสมองที่ปราดเปรื่อง แต่มีหัวใจที่อ่อนโยนและเข้าใจเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง งานวิจัยจาก Harvard Graduate School of Education (2023) ระบุว่าเด็กที่ได้รับการฝึกฝนด้านความเห็นอกเห็นใจตั้งแต่วัยปฐมวัย จะมีระดับความเครียดต่ำกว่า และมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ซึ่งเป็นเกราะป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว
ความเห็นอกเห็นใจ หมายถึง ความสามารถในการ “รู้สึก” ตามหรือมีอารมณ์ร่วมไปกับผู้อื่น เป็นเรื่องของ หัวใจและระบบประสาท (Mirror Neurons) ที่ทำงานเชื่อมโยงกับอารมณ์ มีลักษณะเด่น คือ เมื่อเห็นคนอื่นเจ็บ เราจะรู้สึก “จี๊ด” หรือใจเสียตามไปด้วย เป็นพลังงานที่ผลักดันให้เกิดความเมตตาและการอยากช่วยเหลือ
ตัวอย่าง เมื่อเด็กชายเอกเห็นเพื่อนร้องไห้ นอกจากจะรู้สาเหตุแล้ว เด็กชายเอกยังรู้สึก “เศร้าตาม” และเข้าไปจับมือเพื่อนหรือพูดปลอบใจ เพราะเขารู้สึกถึงความเสียใจนั้นจริงๆ
ความเข้าอกเข้าใจ เป็นอีก 1 คำ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันแต่จะมีความหมายที่หมายถึง ความสามารถในการ “คิด” และ “ประมวลผล” ว่าผู้อื่นกำลังรู้สึกอย่างไรหรือคิดอะไรอยู่ เป็นเรื่องของ สมองและการใช้เหตุผล เพื่ออ่านสถานการณ์ มีลักษณะเด่น คือ เป็นการมองโลกจากมุมมองของคนอื่น (Perspective-taking) โดยที่เราอาจจะไม่ได้รู้สึกเศร้าหรือดีใจไปกับเขาจริงๆ ก็ได้
ตัวอย่าง เด็กชายเอกเห็นเพื่อนร้องไห้เพราะขนมตกพื้น เด็กชายเอก “เข้าใจ” ว่าที่เพื่อนร้องไห้เพราะอยากกินขนมและตอนนี้มันกินไม่ได้แล้ว (เข้าใจเหตุและผลของความเสียใจนั้น)
- ด้านความคิด (Cognitive Empathy) ความสามารถในการ “เข้าใจ” มุมมองของผู้อื่น เช่น ลูกรู้ว่าเพื่อนร้องไห้เพราะของเล่นพัง
- ด้านอารมณ์ (Affective Empathy) การ “รู้สึก” ร่วมไปกับผู้อื่น เช่น เมื่อเห็นเพื่อนเศร้า ลูกจะรู้สึกใจเสียตามไปด้วย
- ด้านการลงมือทำ (Compassionate Empathy) เมื่อเข้าใจและรู้สึกแล้ว เด็กจะเกิดความต้องการ “ช่วยเหลือ” เช่น เดินไปลูบหลังเพื่อนหรือแบ่งของเล่นให้
- การเป็นแบบอย่าง (Modeling) เด็กปฐมวัยเรียนรู้ผ่านการสังเกตเป็นหลัก หากพ่อแม่แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น เช่น ขอบคุณพนักงานบริการ หรือถามไถ่ความรู้สึกของลูกอย่างสม่ำเสมอ เด็กจะจดจำพฤติกรรมเหล่านั้นไว้เป็นบรรทัดฐาน
- การใช้หนังสือนิทานเป็นสะพานเชื่อม นิทานคือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการฝึก “การสมมติเป็นผู้อื่น” ครูหรือผู้ปกครองควรตั้งคำถามปลายเปิดขณะอ่าน เช่น “ลูกคิดว่ากระต่ายจะรู้สึกอย่างไรที่เต่าเดินแซงไป” หรือ “ถ้าลูกเป็นลูกหมูตัวเล็ก ลูกจะทำอย่างไร”
- การสร้างคำศัพท์ทางอารมณ์ (Emotional Literacy) เด็กมักจะแสดงออกด้วยการอาละวาดเพราะเขา “เรียกชื่ออารมณ์ไม่ถูก” การช่วยลูกระบุอารมณ์ เช่น “ลูกกำลังรู้สึก ผิดหวัง ใช่ไหมที่วันนี้ไม่ได้ไปสวนสาธารณะ” จะช่วยให้เขารู้จักอารมณ์ตนเอง และนำไปสู่การเข้าใจอารมณ์ผู้อื่นในที่สุด
- บทบาทผู้สะท้อนอารมณ์ (The Emotional Mirror) เด็กปฐมวัยเปรียบเสมือนคนที่เพิ่งหัดเดินในโลกของอารมณ์ เขายังไม่รู้ว่าสิ่งที่เขารู้สึกเรียกว่าอะไร พ่อแม่ต้องช่วย “ตั้งชื่ออารมณ์” ให้เขา เพื่อให้เขาเกิด ความเข้าอกเข้าใจ ตนเองก่อนจะไปเข้าใจผู้อื่น แทนที่จะบอกว่า “หยุดร้องไห้” ให้ใช้คำพูดที่สะท้อนความจริงที่ลูกเผชิญ ตัวอย่างประโยค: “ลูกกำลังรู้สึกผิดหวังใช่ไหมจ๊ะที่ตัวต่อล้มลงมา แม่เข้าใจนะ มันน่าเสียดายจริงๆ”
- บทบาทผู้เปิดประตูมุมมอง (The Perspective Shifter) ในวัยนี้เด็กมักยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentrism) พ่อแม่ต้องใช้คำพูดที่ช่วยให้เขา “ย้ายที่ยืน” ไปลองยืนอยู่ในใจคนอื่นดูบ้าง ชวนตั้งคำถามถึงความรู้สึกของผู้อื่นในสถานการณ์จริงหรือจากนิทาน ตัวอย่างประโยค: “ลองมองหน้าพี่เขาสิลูก คิดว่าทำไมพี่เขาถึงทำหน้าเศร้าแบบนั้นล่ะ” หรือ “ถ้ามีคนมาแย่งตุ๊กตาของลูกไป ลูกจะรู้สึกยังไงบ้างนะ”
- บทบาทผู้ยืนยันความรู้สึก (The Validator) การสร้าง Empathy จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเด็กถูกสอนให้ปฏิเสธความรู้สึกตัวเอง เช่น “แค่นี้เองไม่เห็นต้องร้อง” หรือ “เป็นผู้ชายต้องไม่กลัว” การทำแบบนั้นจะทำให้เด็กปิดกั้นความรู้สึก และมองไม่เห็นความรู้สึกคนอื่นด้วย ควรยอมรับความรู้สึกของลูกโดยไม่ตัดสิน แม้การกระทำนั้นจะไม่ถูกต้องก็ตาม (ยอมรับอารมณ์ แต่ไม่ยอมรับการกระทำที่ไม่เหมาะสม) ตัวอย่างประโยค: “แม่เข้าใจว่าลูกโกรธที่เพื่อนไม่แบ่งของเล่น ลูกโกรธได้นะ แต่เราจะหยิบของจากมือเพื่อนไม่ได้ เรามาคิดกันดีกว่าว่าจะขอเพื่อนยังไงดี”
- บทบาทผู้นำการลงมือทำ (The Action Leader) เมื่อลูกเข้าใจและรู้สึกแล้ว พ่อแม่ต้องใช้คำพูดที่ชวนให้เขาเปลี่ยนความรู้สึกนั้นเป็น “การกระทำที่เมตตา” (Compassion) ควรชี้แนะแนวทางเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาพอจะทำได้ ตัวอย่างประโยค “เพื่อนหกล้มดูน่าจะเจ็บจังเลย เราลองเอาทิชชู่ไปให้เพื่อน หรือเดินไปถามเพื่อนดูไหมว่า เป็นอะไรไหม”
1. กิจกรรม “วงกลมแบ่งปันความรู้สึก” (Morning Circle: Heart-to-Heart) แทนที่จะเริ่มเช้าวันใหม่ด้วยการรีบเร่งเข้าสู่บทเรียน ให้ใช้เวลา 10-15 นาทีแรกนั่งล้อมวงกัน
วิธีการ: ครูใช้ “ตุ๊กตาความรู้สึก” หรือ “ไม้คทาส่งต่อ” ให้เด็กที่ถือมีสิทธิ์พูดว่าวันนี้รู้สึกอย่างไร เช่น “วันนี้หนูดีใจที่ได้มาโรงเรียน” หรือ “วันนี้ผมเสียใจที่แมวที่บ้านป่วย”
เป้าหมาย: ฝึกให้เด็กคนอื่น “ฟังอย่างตั้งใจ” (Active Listening) และตอบรับด้วยคำพูดที่ให้กำลังใจกัน แทนการเปรียบเทียบคะแนนหรือผลงาน
2. กิจกรรม “คู่หูดูแลกัน” (Buddy System: Non-Competitive Pairing) เปลี่ยนจากการแข่งกันทำงานให้เสร็จคนแรก เป็นการช่วยให้เสร็จไปด้วยกัน
วิธีการ: จับคู่เด็กที่มีทักษะต่างกัน (เช่น เด็กที่คล่องแคล่วคู่กับเด็กที่ขี้อาย) เพื่อทำภารกิจร่วมกัน เช่น “ช่วยกันเก็บของเล่นให้เข้าที่” หรือ “ช่วยกันจูงมือไปล้างมือ”
การชื่นชม: ครูจะไม่ชมว่า “ใครเสร็จก่อน” แต่จะชมว่า “คู่นี้ดูแลกันดีมากเลย ช่วยกันยกของหนักด้วยกัน”
เป้าหมาย: สร้างความรู้สึกรับผิดชอบต่อผู้อื่น (Social Responsibility)
3. “ธนาคารความดี” (Kindness Jar / Tree of Care) แทนที่จะให้ดาวสำหรับเด็กที่เรียนเก่งที่สุด ให้เปลี่ยนมาสะสม “สัญลักษณ์แห่งความใส่ใจ”
วิธีการ: เมื่อครูหรือเพื่อนเห็นใครทำสิ่งดีๆ เช่น ช่วยเพื่อนผูกเชือกรองเท้า หรือแบ่งปันสีให้เพื่อน ให้เขียนชื่อหรือวาดรูปการกระทำนั้นลงบนกระดาษรูปหัวใจแล้วหย่อนลงโหลแก้ว หรือแปะที่ “ต้นไม้แห่งความห่วงใย”
เป้าหมาย: เมื่อโหลเต็มหรือต้นไม้บานสะพรั่ง ทั้งห้องจะเฉลิมฉลองร่วมกัน (Group Achievement) เพื่อให้เห็นว่าความสุขเกิดจากการให้ ไม่ใช่การชนะคนอื่น
ในโลกที่หมุนไวและเต็มไปด้วยเทคโนโลยี ความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่ทักษะที่ “มีก็ดีไม่มีก็ได้” แต่มันคือ ทักษะที่จำเป็นที่สุด ที่จะทำให้เด็กปฐมวัยเป็นมนุษย์ที่มีความสุขและมีคุณค่า การเริ่มต้นฝึกฝนตั้งแต่วัยปฐมวัยคือการวางรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับชีวิตของเขา ข้อแนะนำสำหรับครูหัวใจสำคัญคือ “คำพูดของครู” หากครูหยุดเปรียบเทียบเด็ก และเปลี่ยนมาสะท้อนความรู้สึก (Mirroring) และชื่นชมพฤติกรรมเอื้อเฟื้อ เด็กจะค่อยๆ ซึมซับว่าโรงเรียนคือพื้นที่ปลอดภัยที่เขาสามารถหยิบยื่นความปรารถนาดีให้คนอื่นได้โดยไม่ต้องกลัวเสียเปรียบ
- สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และสถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป. (2561).
ทักษะสมอง EF กับการพัฒนาเด็กปฐมวัยสำหรับครูปฐมวัย. กรุงเทพฯ: บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน). - วิริยาภรณ์ อุดมระติ. (2566). จิตวิทยาเด็กปฐมวัย: การสร้างความฉลาดทางอารมณ์ในยุคดิจิทัล. สำนักพิมพ์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. - Goleman, D. (2017). Emotional Intelligence: Why It Can Matter More Than IQ. Bantam
Books. - Harvard Graduate School of Education. (2023). The Power of Empathy in Early Childhood
Development. Making Caring Common Project. Retrieved from https://mcc.gse.harvard.edu - Jones, S. M., & Kahn, J. (2018). The Evidence Base for How We Learn: Supporting Students’
Social, Emotional, and Academic Development. Aspen Institute. - Shaver, K., & Pollack, S. (2024). Empathy in the Age of AI: Human-Centric Skills for the Future Workforce. Journal of Applied Psychology, 59(2), 112-128.
ผู้เขียน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิฤมล สุวรรณศรี
- คณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
- โทร: 02-6976664-5
- เว็บไซต์: https://ece.utcc.ac.th
- Facebook: https://www.facebook.com/EarlyChildhoodUTCC
- Instagram: ece.utcc
- TikTok: ece.utcc
#อยากเป็นครู #ศึกษาศาสตร์ #ม.เอกชน #ครูปฐมวัย #ครูอนุบาล #เรียนต่อปริญญาตรี #UTCC #การศึกษาไทย