ทำไมความเห็นอกเห็นใจ คือทักษะที่ AI แทนมนุษย์ไม่ได้

Student blog — 04/04/2026

AI UTCC
ทำไมความเห็นอกเห็นใจ คือทักษะที่ AI แทนมนุษย์ไม่ได้
ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามที่หลายคนต้องการคำตอบ คือ “อะไรคือสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ยังโดดเด่นและแตกต่างจาก AI” คำตอบที่ได้รับไม่ใช่เพียงความฉลาดทางสติปัญญา แต่คือ “ความเห็นอกเห็นใจ” (Empathy) ซึ่งเป็นทักษะที่เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างหัวใจต่อหัวใจ และเป็นสิ่งที่อัลกอริทึมที่ซับซ้อนที่สุดก็ยากจะเลียนแบบได้

สำหรับเด็กปฐมวัย ความเห็นอกเห็นใจ ไม่ได้หมายถึงแค่การเป็นคนมีเมตตา แต่คือทักษะชั้นสูงที่รวมเอา “ความเข้าอกเข้าใจ” ในมุมมองของผู้อื่น (Perspective-taking) เข้ากับการรับรู้อารมณ์ร่วมกัน ทักษะนี้คือรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมที่หมุนไวและเต็มไปด้วยความหลากหลาย หากปราศจากความเห็นอกเห็นใจ เด็กอาจเติบโตขึ้นพร้อมกับความสามารถในการใช้เทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม แต่กลับขาด “เข็มทิศ” ในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย

บทความนี้จะช่วยให้พ่อแม่ ครู และผู้ดูแลเด็ก ได้เห็นถึงความสำคัญของการปลูกฝัง “ความเห็นอกเห็นใจ” ในช่วงวัยทองของพัฒนาการ พร้อมตัวอย่างกิจกรรมที่พ่อแม่และครูปฐมวัยสามารถส่งเสริมเรื่อง Empathy ที่ทำได้จริง เพื่อสร้างเด็กยุคใหม่ที่ไม่ได้มีเพียงสมองที่ปราดเปรื่อง แต่มีหัวใจที่อ่อนโยนและเข้าใจเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง งานวิจัยจาก Harvard Graduate School of Education (2023) ระบุว่าเด็กที่ได้รับการฝึกฝนด้านความเห็นอกเห็นใจตั้งแต่วัยปฐมวัย จะมีระดับความเครียดต่ำกว่า และมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ซึ่งเป็นเกราะป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว

ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) คืออะไร
การเลือกใช้คำระหว่าง ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และ คำว่า ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy/Understanding) ในบทความนี้ผู้เขียนได้เลือกใช้คำว่า ความเห็นอกเห็นใจ เพราะคำนี้มีความหมายที่กว้างและลึกซึ้งกว่าในเชิงพฤติกรรม เพราะในวัยเด็กปฐมวัย เราไม่ได้ต้องการให้เขาแค่ “เข้าใจ” ด้วยสมอง (Understanding) เท่านั้น แต่เราต้องการให้เขา “รู้สึก” ไปกับคนอื่นด้วย ความเข้าอกเข้าใจเป็นการ ใช้ขยายความเน้นไปที่กระบวนการทางความคิด (Cognitive) เหมาะสำหรับใช้ในส่วนที่อธิบายถึงทักษะการมองในมุมผู้อื่น (Perspective-taking) เช่น “เด็กเริ่มมีทักษะความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากขึ้นตามพัฒนาการทางสมอง” ให้ความรู้สึกถึงความมีเหตุมีผล และการรับรู้ข้อมูล

ความเห็นอกเห็นใจ หมายถึง ความสามารถในการ “รู้สึก” ตามหรือมีอารมณ์ร่วมไปกับผู้อื่น เป็นเรื่องของ หัวใจและระบบประสาท (Mirror Neurons) ที่ทำงานเชื่อมโยงกับอารมณ์ มีลักษณะเด่น คือ เมื่อเห็นคนอื่นเจ็บ เราจะรู้สึก “จี๊ด” หรือใจเสียตามไปด้วย เป็นพลังงานที่ผลักดันให้เกิดความเมตตาและการอยากช่วยเหลือ

ตัวอย่าง เมื่อเด็กชายเอกเห็นเพื่อนร้องไห้ นอกจากจะรู้สาเหตุแล้ว เด็กชายเอกยังรู้สึก “เศร้าตาม” และเข้าไปจับมือเพื่อนหรือพูดปลอบใจ เพราะเขารู้สึกถึงความเสียใจนั้นจริงๆ

ความเข้าอกเข้าใจ เป็นอีก 1 คำ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันแต่จะมีความหมายที่หมายถึง ความสามารถในการ “คิด” และ “ประมวลผล” ว่าผู้อื่นกำลังรู้สึกอย่างไรหรือคิดอะไรอยู่ เป็นเรื่องของ สมองและการใช้เหตุผล เพื่ออ่านสถานการณ์ มีลักษณะเด่น คือ เป็นการมองโลกจากมุมมองของคนอื่น (Perspective-taking) โดยที่เราอาจจะไม่ได้รู้สึกเศร้าหรือดีใจไปกับเขาจริงๆ ก็ได้

ตัวอย่าง เด็กชายเอกเห็นเพื่อนร้องไห้เพราะขนมตกพื้น เด็กชายเอก “เข้าใจ” ว่าที่เพื่อนร้องไห้เพราะอยากกินขนมและตอนนี้มันกินไม่ได้แล้ว (เข้าใจเหตุและผลของความเสียใจนั้น)

เจาะลึก 3 องค์ประกอบของ Empathy ในเด็กปฐมวัย
เพื่อให้ผู้ปกครองและครูปฐมวัยนำไปประยุกต์ใช้ได้ง่ายขึ้น ต้องเข้าใจก่อนว่า Empathy ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ (Goleman, 2017) ได้แก่
  • ด้านความคิด (Cognitive Empathy) ความสามารถในการ “เข้าใจ” มุมมองของผู้อื่น เช่น ลูกรู้ว่าเพื่อนร้องไห้เพราะของเล่นพัง
  • ด้านอารมณ์ (Affective Empathy) การ “รู้สึก” ร่วมไปกับผู้อื่น เช่น เมื่อเห็นเพื่อนเศร้า ลูกจะรู้สึกใจเสียตามไปด้วย
  • ด้านการลงมือทำ (Compassionate Empathy) เมื่อเข้าใจและรู้สึกแล้ว เด็กจะเกิดความต้องการ “ช่วยเหลือ” เช่น เดินไปลูบหลังเพื่อนหรือแบ่งของเล่นให้
วิธีการสร้าง “Empathy” ให้เด็กปฐมวัย
การสร้าง Empathy ไม่สามารถทำได้ผ่านการสอนแบบบรรยาย แต่ต้องเกิดจากการ “ซึมซับ” และ “ฝึกฝน” ในชีวิตประจำวัน ดังนี้:
  • การเป็นแบบอย่าง (Modeling) เด็กปฐมวัยเรียนรู้ผ่านการสังเกตเป็นหลัก หากพ่อแม่แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น เช่น ขอบคุณพนักงานบริการ หรือถามไถ่ความรู้สึกของลูกอย่างสม่ำเสมอ เด็กจะจดจำพฤติกรรมเหล่านั้นไว้เป็นบรรทัดฐาน
  • การใช้หนังสือนิทานเป็นสะพานเชื่อม นิทานคือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการฝึก “การสมมติเป็นผู้อื่น” ครูหรือผู้ปกครองควรตั้งคำถามปลายเปิดขณะอ่าน เช่น “ลูกคิดว่ากระต่ายจะรู้สึกอย่างไรที่เต่าเดินแซงไป” หรือ “ถ้าลูกเป็นลูกหมูตัวเล็ก ลูกจะทำอย่างไร”
  • การสร้างคำศัพท์ทางอารมณ์ (Emotional Literacy) เด็กมักจะแสดงออกด้วยการอาละวาดเพราะเขา “เรียกชื่ออารมณ์ไม่ถูก” การช่วยลูกระบุอารมณ์ เช่น “ลูกกำลังรู้สึก ผิดหวัง ใช่ไหมที่วันนี้ไม่ได้ไปสวนสาธารณะ” จะช่วยให้เขารู้จักอารมณ์ตนเอง และนำไปสู่การเข้าใจอารมณ์ผู้อื่นในที่สุด
บทบาทพ่อแม่กับการใช้คำพูดกับลูกเพื่อสร้าง Empathy
การที่เด็กคนหนึ่งจะพัฒนา ความเห็นอกเห็นใจได้นั้น ไม่ได้เกิดจากการสอนตามตำรา แต่เกิดจากการที่เขา “ถูกปฏิบัติ” ด้วยความเห็นใจจากคนใกล้ชิดที่สุดก่อน พ่อแม่จึงเป็นเหมือนกระจกเงาบานแรกที่สะท้อนอารมณ์ให้ลูกเห็น บทบาทของพ่อแม่ผ่านการใช้คำพูดสามารถขยายความออกเป็น 4 มิติสำคัญ ดังนี้
  • บทบาทผู้สะท้อนอารมณ์ (The Emotional Mirror) เด็กปฐมวัยเปรียบเสมือนคนที่เพิ่งหัดเดินในโลกของอารมณ์ เขายังไม่รู้ว่าสิ่งที่เขารู้สึกเรียกว่าอะไร พ่อแม่ต้องช่วย “ตั้งชื่ออารมณ์” ให้เขา เพื่อให้เขาเกิด ความเข้าอกเข้าใจ ตนเองก่อนจะไปเข้าใจผู้อื่น แทนที่จะบอกว่า “หยุดร้องไห้” ให้ใช้คำพูดที่สะท้อนความจริงที่ลูกเผชิญ ตัวอย่างประโยค: “ลูกกำลังรู้สึกผิดหวังใช่ไหมจ๊ะที่ตัวต่อล้มลงมา แม่เข้าใจนะ มันน่าเสียดายจริงๆ”
  • บทบาทผู้เปิดประตูมุมมอง (The Perspective Shifter) ในวัยนี้เด็กมักยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentrism) พ่อแม่ต้องใช้คำพูดที่ช่วยให้เขา “ย้ายที่ยืน” ไปลองยืนอยู่ในใจคนอื่นดูบ้าง ชวนตั้งคำถามถึงความรู้สึกของผู้อื่นในสถานการณ์จริงหรือจากนิทาน ตัวอย่างประโยค: “ลองมองหน้าพี่เขาสิลูก คิดว่าทำไมพี่เขาถึงทำหน้าเศร้าแบบนั้นล่ะ” หรือ “ถ้ามีคนมาแย่งตุ๊กตาของลูกไป ลูกจะรู้สึกยังไงบ้างนะ”
  • บทบาทผู้ยืนยันความรู้สึก (The Validator) การสร้าง Empathy จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเด็กถูกสอนให้ปฏิเสธความรู้สึกตัวเอง เช่น “แค่นี้เองไม่เห็นต้องร้อง” หรือ “เป็นผู้ชายต้องไม่กลัว” การทำแบบนั้นจะทำให้เด็กปิดกั้นความรู้สึก และมองไม่เห็นความรู้สึกคนอื่นด้วย ควรยอมรับความรู้สึกของลูกโดยไม่ตัดสิน แม้การกระทำนั้นจะไม่ถูกต้องก็ตาม (ยอมรับอารมณ์ แต่ไม่ยอมรับการกระทำที่ไม่เหมาะสม) ตัวอย่างประโยค: “แม่เข้าใจว่าลูกโกรธที่เพื่อนไม่แบ่งของเล่น ลูกโกรธได้นะ แต่เราจะหยิบของจากมือเพื่อนไม่ได้ เรามาคิดกันดีกว่าว่าจะขอเพื่อนยังไงดี”
  • บทบาทผู้นำการลงมือทำ (The Action Leader) เมื่อลูกเข้าใจและรู้สึกแล้ว พ่อแม่ต้องใช้คำพูดที่ชวนให้เขาเปลี่ยนความรู้สึกนั้นเป็น “การกระทำที่เมตตา” (Compassion) ควรชี้แนะแนวทางเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาพอจะทำได้ ตัวอย่างประโยค “เพื่อนหกล้มดูน่าจะเจ็บจังเลย เราลองเอาทิชชู่ไปให้เพื่อน หรือเดินไปถามเพื่อนดูไหมว่า เป็นอะไรไหม”
บทบาทของครูปฐมวัยในชั้นเรียน
ในบริบทของโรงเรียน ครูควรเน้นการสร้าง “วัฒนธรรมแห่งความห่วงใย” (Culture of Care) มากกว่าการแข่งขัน การจัดกิจกรรมกลุ่มที่ต้องอาศัยความร่วมมือ หรือการให้เด็กๆ ช่วยกันดูแลต้นไม้หรือสัตว์เลี้ยงในห้องเรียน จะช่วยปลูกฝังความรับผิดชอบต่อสิ่งรอบตัว การสร้าง “วัฒนธรรมแห่งความห่วงใย” ในโรงเรียนปฐมวัย คือการเปลี่ยนบรรยากาศจากการที่เด็กจดจ่ออยู่กับ “ฉันเก่งกว่าใคร” มาเป็นการ “เราจะช่วยกันอย่างไร” ตัวอย่างกิจกรรมและวิธีการจัดบริบทในโรงเรียนที่เน้นความห่วงใยมากกว่าการแข่งขัน เช่น

1. กิจกรรม “วงกลมแบ่งปันความรู้สึก” (Morning Circle: Heart-to-Heart) แทนที่จะเริ่มเช้าวันใหม่ด้วยการรีบเร่งเข้าสู่บทเรียน ให้ใช้เวลา 10-15 นาทีแรกนั่งล้อมวงกัน
วิธีการ: ครูใช้ “ตุ๊กตาความรู้สึก” หรือ “ไม้คทาส่งต่อ” ให้เด็กที่ถือมีสิทธิ์พูดว่าวันนี้รู้สึกอย่างไร เช่น “วันนี้หนูดีใจที่ได้มาโรงเรียน” หรือ “วันนี้ผมเสียใจที่แมวที่บ้านป่วย”
เป้าหมาย: ฝึกให้เด็กคนอื่น “ฟังอย่างตั้งใจ” (Active Listening) และตอบรับด้วยคำพูดที่ให้กำลังใจกัน แทนการเปรียบเทียบคะแนนหรือผลงาน

2. กิจกรรม “คู่หูดูแลกัน” (Buddy System: Non-Competitive Pairing) เปลี่ยนจากการแข่งกันทำงานให้เสร็จคนแรก เป็นการช่วยให้เสร็จไปด้วยกัน
วิธีการ: จับคู่เด็กที่มีทักษะต่างกัน (เช่น เด็กที่คล่องแคล่วคู่กับเด็กที่ขี้อาย) เพื่อทำภารกิจร่วมกัน เช่น “ช่วยกันเก็บของเล่นให้เข้าที่” หรือ “ช่วยกันจูงมือไปล้างมือ”
การชื่นชม: ครูจะไม่ชมว่า “ใครเสร็จก่อน” แต่จะชมว่า “คู่นี้ดูแลกันดีมากเลย ช่วยกันยกของหนักด้วยกัน”
เป้าหมาย: สร้างความรู้สึกรับผิดชอบต่อผู้อื่น (Social Responsibility)

3. “ธนาคารความดี” (Kindness Jar / Tree of Care) แทนที่จะให้ดาวสำหรับเด็กที่เรียนเก่งที่สุด ให้เปลี่ยนมาสะสม “สัญลักษณ์แห่งความใส่ใจ”

วิธีการ: เมื่อครูหรือเพื่อนเห็นใครทำสิ่งดีๆ เช่น ช่วยเพื่อนผูกเชือกรองเท้า หรือแบ่งปันสีให้เพื่อน ให้เขียนชื่อหรือวาดรูปการกระทำนั้นลงบนกระดาษรูปหัวใจแล้วหย่อนลงโหลแก้ว หรือแปะที่ “ต้นไม้แห่งความห่วงใย”

เป้าหมาย: เมื่อโหลเต็มหรือต้นไม้บานสะพรั่ง ทั้งห้องจะเฉลิมฉลองร่วมกัน (Group Achievement) เพื่อให้เห็นว่าความสุขเกิดจากการให้ ไม่ใช่การชนะคนอื่น

ในโลกที่หมุนไวและเต็มไปด้วยเทคโนโลยี ความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่ทักษะที่ “มีก็ดีไม่มีก็ได้” แต่มันคือ ทักษะที่จำเป็นที่สุด ที่จะทำให้เด็กปฐมวัยเป็นมนุษย์ที่มีความสุขและมีคุณค่า การเริ่มต้นฝึกฝนตั้งแต่วัยปฐมวัยคือการวางรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับชีวิตของเขา ข้อแนะนำสำหรับครูหัวใจสำคัญคือ “คำพูดของครู” หากครูหยุดเปรียบเทียบเด็ก และเปลี่ยนมาสะท้อนความรู้สึก (Mirroring) และชื่นชมพฤติกรรมเอื้อเฟื้อ เด็กจะค่อยๆ ซึมซับว่าโรงเรียนคือพื้นที่ปลอดภัยที่เขาสามารถหยิบยื่นความปรารถนาดีให้คนอื่นได้โดยไม่ต้องกลัวเสียเปรียบ

เอกสารอ้างอิง (References)
  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และสถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป. (2561).
    ทักษะสมอง EF กับการพัฒนาเด็กปฐมวัยสำหรับครูปฐมวัย. กรุงเทพฯ: บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน).
  • วิริยาภรณ์ อุดมระติ. (2566). จิตวิทยาเด็กปฐมวัย: การสร้างความฉลาดทางอารมณ์ในยุคดิจิทัล. สำนักพิมพ์
    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
  • Goleman, D. (2017). Emotional Intelligence: Why It Can Matter More Than IQ. Bantam
    Books.
  • Harvard Graduate School of Education. (2023). The Power of Empathy in Early Childhood
    Development.
    Making Caring Common Project. Retrieved from https://mcc.gse.harvard.edu
  • Jones, S. M., & Kahn, J. (2018). The Evidence Base for How We Learn: Supporting Students’
    Social, Emotional, and Academic Development.
    Aspen Institute.
  • Shaver, K., & Pollack, S. (2024). Empathy in the Age of AI: Human-Centric Skills for the Future Workforce. Journal of Applied Psychology, 59(2), 112-128.

ผู้เขียน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิฤมล สุวรรณศรี

📱สนใจสมัครเรียนหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ:

#อยากเป็นครู #ศึกษาศาสตร์ #ม.เอกชน #ครูปฐมวัย #ครูอนุบาล #เรียนต่อปริญญาตรี #UTCC #การศึกษาไทย

แชร์บทความนี้

หลักสูตร

คณะการศึกษาปฐมวัย

*

** คุณสมบัติผู้ขอกู้ กยศ.

*

** คุณสมบัติผู้ขอกู้ กยศ.