เด็กเล็กก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ได้ ผ่านห้องเรียน HighScope

Student blog — 04/04/2026

Educational
เด็กเล็กก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ได้ ผ่านห้องเรียน HighScope
การศึกษาแบบ STEAM เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ร้อยเรียง 5 เสาหลักของการศึกษาสมัยใหม่เข้าด้วยกัน ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science), เทคโนโลยี (Technology), วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering), ศิลปะ (Arts) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) การจัดกิจกรรม STEAM ในห้องเรียนที่ใช้หลักสูตรไฮสโคปไม่ใช่การเรียนการสอนแบบบรรยายเนื้อหา แต่มุ่งเน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นและการลงมือทำอย่างมีชีวิตชีวา (Active Participatory Learning) โดยเด็กจะสวมบทบาทเป็น “นักวิทยาศาสตร์” และ “นักแก้ปัญหา” ผ่านการลงมือทำจริงและการสืบเสาะเพื่อสร้างทักษะพื้นฐานและการคิดเชิงวิพากษ์ตั้งแต่ช่วงปฐมวัย

เอกลักษณ์การจัดกิจกรรม STEAM ในห้องเรียนที่ใช้หลักสูตรไฮสโคป มีดังนี้

1. ใช้ทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัย
ครูไฮสโคปเชื่อว่าเด็กทุกคน คือ “นักวิทยาศาสตร์โดยธรรมชาติ” ครูจะส่งเสริมให้เด็กใช้กระบวนการที่เลียนแบบนักวิทยาศาสตร์ผู้ใหญ่ โดยการพิจารณาจากตัวบ่งชี้พัฒนาการสำคัญของหลักสูตรไฮสโคป (Key Developmental Indicator) หรือ KDI หมวด G วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology) ได้แก่
  • KDI 45: การสังเกต (Observing) คือ เด็กใช้ประสาทสัมผัสสำรวจวัตถุและกระบวนการ
  • KDI 46: การจำแนกประเภท (Classifying) คือ เด็กจัดกลุ่มสิ่งของตามลักษณะ เช่น รูปร่าง สี หรือหน้าที่
  • KDI 47: การทดลอง (Experimenting) คือ เด็กลงมือทดสอบความคิดเพื่อดูผลที่เกิดขึ้น
  • KDI 48: การคาดคะเน (Predicting) คือ เด็กทำนายหรือพยากรณ์ผลลัพธ์โดยอาศัยประสบการณ์เดิม
  • KDI 49: การลงความเห็น/สรุปผล (Drawing conclusions) คือ เด็กสรุปเชื่อมโยงรูปแบบและเหตุผลจากสิ่งที่สังเกตเห็น
  • KDI 50: การสื่อสารความคิด (Communicating ideas) คือ เด็กแบ่งปันการค้นพบผ่านคำพูด ภาพวาด หรือการเล่นบทบาทสมมติ
2. บูรณาการเข้ากับกิจวัตรประจำวัน (Integration into Daily Routine)
ครูไฮสโคปจะบูรณาการ STEAM ให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่เด็กปฐมวัยพบเจอในทุกวัน เพื่อให้การเรียนรู้มีความหมายและเป็นไปตามธรรมชาติ โดยการเปลี่ยน “ช่วงเวลาปกติ” ให้กลายเป็น “ช่วงเวลาแห่งการสืบเสาะ” เช่น
  • ช่วงเวลาการทักทายยามเช้า (Greeting Time)
    เด็กสังเกตและบันทึกสภาพอากาศลงในตารางแสดงสภาพอากาศ (Weather Chart) ที่ครูนำมาเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับแบบรูปหรือ Patterns (คณิตศาสตร์) และความสัมพันธ์ระหว่างภูมิอากาศกับการแต่งกาย (วิทยาศาสตร์)
  • ช่วงเวลากลุ่มใหญ่ (Large Group Time)
    เด็กทดลองเรื่องจังหวะ แรงสั่นสะเทือน และระดับเสียง โดยใช้เครื่องดนตรีหรืออุปกรณ์ใกล้ตัวที่ครูจัดเตรียมไว้ให้ (วิทยาศาสตร์)
  • ช่วงเวลากลุ่มย่อย (Small Group Time)
    เด็กออกแบบและสร้างสะพานจากไม้ไอศกรีมหรือหลอดดูดน้ำเพื่อให้ฝูงสัตว์ของเล่นเดินข้ามไปได้โดยสะพานไม่พัง (วิศวกรรมศาสตร์)
  • ช่วงเวลาวางแผน-ลงมือทำ-ทบทวน (Planning-Work-Recall Time)
    • การวางแผน (Plan) เด็กใช้กล้องดิจิทัลถ่ายภาพวัสดุที่อยากใช้ (เทคโนโลยี)หรือวาดภาพงสิ่งของที่จะสร้างในมุมบล็อก (ศิลปะ)
    • การลงมือทำ (Do) เด็กแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เช่น การทำหอคอยจากไม้บล็อคให้สมดุล (วิศวกรรมศาสตร์) หรือ การสำรวจว่าทำไมสีน้ำที่ใช้ระบายภาพถึงไหลมารวมกัน (วิทยาศาสตร์/ศิลปะ)
    • การทบทวน (Review) เด็กสรุปสิ่งที่ค้นพบผ่านการเล่าเรื่องหรือการแสดงผลงาน (ศิลปะ) ซึ่งเป็นการฝึกการสื่อสารและความเข้าใจเชิงตรรกะ
  • ช่วงเวลารับประทานอาหาร (Meal & Snack Time)
    เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการบูรณาการคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เด็กสามารถช่วยกันนับจำนวนจาน หรือแบ่งผลไม้ให้เท่ากันสำหรับเพื่อนทุกคน (เศษส่วนเบื้องต้น) หรือเด็กสนทนาเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อผสมน้ำหวานกับน้ำ หรือสังเกตอุณหภูมิของอาหาร (การเปลี่ยนแปลง)
  • ช่วงเวลากลางแจ้งและเวลาเล่นอิสระ (Outdoor Time)
    เด็กใช้แว่นขยายสำรวจใบไม้ ฝูงมดหรือแมลงตัวเล็ก และจำแนกประเภทสิ่งของที่เก็บมาตามรูปทรงหรือขนาด (ธรรมชาติ) เด็กสร้างทางลาดเพื่อแข่งรถของเล่น ช่วยให้เด็กเข้าใจเรื่องแรง ความเร็ว และแรงโน้มถ่วง (ฟิสิกส์) เด็กสร้างบ้านให้แมลงด้วยกิ่งไม้หรือก้อนหิน เป็นการฝึกกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมในสภาพแวดล้อมจริง หรือเด็กเล่นผ่านวัสดุ Loose parts ได้แก่ ยางรถยนต์ ผ้าคลุม ท่อ หรือแผ่นไม้ สำหรับทำเต้นท์หรือที่พักหลบร้อนบริเวณสนามเด็กเล่น (วิศวกรรมศาสตร์)
3. บทบาทของครูในฐานะ “คู่หูการเรียนรู้” (Learning Partner)
  • สังเกตการณ์อย่างเงียบๆ (Quiet Observation) ครูจะปล่อยให้เด็กได้ลองผิดลองถูก (Trial and Error) และเรียนรู้จากการแก้ปัญหาร่วมกับเพื่อนก่อนจะเข้าไปแทรกแซง
  • โยนคำถามกลับ (Reflective Toss) เมื่อเด็กเกิดข้อสงสัยหรือถามคำถาม แทนที่ครูจะให้คำตอบในทันที ครูจะใช้เทคนิคการโยนคำถามนั้นกลับไปยังตัวเด็กหรือกลุ่มเพื่อน เพื่อให้เด็กสร้างสมมติฐานเอง เช่น “ครูก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมน้ำแข็งถึงหายไป…. หนูคิดว่ายังไง”
  • ทวนความและใช้คำศัพท์ใหม่ (Revoicing and Paraphrasing) เมื่อเด็กค้นพบสิ่งใหม่ ครูจะพูดทวนสิ่งที่เด็กทำโดยสอดแทรกคำศัพท์ทาง STEAM ที่ต้องการให้เด็กเรียนรู้ เช่น “หนูสังเกตเห็นว่าขนนกกำลัง ลอยละล่อง ช้าๆ ในขณะที่ลูกหิน ตกลงไป ถึงก้นอ่างเลย” หรือ “หนูสร้างสะพานได้ มั่นคง จนฝูงสัตว์เดินข้ามมาได้” เพื่อช่วยให้เด็กเชื่อมโยงประสบการณ์ตรงเข้ากับคำศัพท์เชิงนามธรรม
  • สนับสนุนการบันทึก (Documentation) ครูจะช่วยเด็กจดบันทึกสิ่งที่พบผ่านการวาดภาพ หรือการทำแผนภูมิอย่างง่าย เพื่อให้เด็กเห็นภาพกระบวนการคิดของตนเอง
  • ให้กำลังใจแทนการชมเชย (Encouragement instead of Praise) เมื่อเด็กมีความมุ่งมั่นในการทำงานจนสำเร็จ ครูจะเน้นการบรรยายความพยายามและกลยุทธ์ที่เด็กใช้แทนการชมว่า “เก่งมาก” เช่น “หนูใช้ความพยายามนานมากเลยนะที่จะทำให้ฟันเฟืองพวกนี้หมุนไปพร้อมกันได้” เพื่อส่งเสริมความมุมานะและกระบวนการคิด
  • ใช้คำถามปลายเปิด (Open-ended Questions) การตั้งคำถามที่นับเป็นหัวใจสำคัญของการจัดกิจกรรม STEAM ในห้องเรียนไฮสโคป คือ การตั้งคำถามปลายเปิดที่เน้นกระบวนการ “ทำไม” “อย่างไร” และ “หนูสังเกตเห็นอะไร” เช่น “หนูเห็นอะไรในแว่นขยายนี้บ้าง” “หนูคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราเทเกลือลงบนก้อนน้ำแข็ง” “ถ้าหอคอยนี้ล้มบ่อยๆ พวกเราจะทำยังไงให้มันแข็งแรงขึ้นได้บ้าง”
บทสรุป
การจัดกิจกรรม STEAM คือ การบูรณาการวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และคณิตศาสตร์ เข้ามาในกิจวัตรประจำวันของห้องเรียนไฮสโคป โดยใช้สิ่งที่เด็กสนใจและวัสดุรอบตัวเด็กเป็นสื่อการเรียนรู้ โดยครูเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ที่พร้อมจะสนับสนุนเมื่อเด็กต้องการ (Scaffolding) และเปิดโอกาสให้เด็กได้ “ลอง-ล้ม-เลิก-เริ่มใหม่” ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเต็มไปด้วยแรงจูงใจ

ผู้เขียน อาจารย์ ดร.กิตติศักดิ์ เกตุนุติ

แหล่งอ้างอิง
  • Marcella, Fecteau Weiner. (Editor). (2018). STEM Made Simple 25 Activities by Preschool Teachers. Ypsilanti, MI: HighScope Press.
📱สนใจสมัครเรียนหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ:
แชร์บทความนี้

หลักสูตร

คณะการศึกษาปฐมวัย

*

** คุณสมบัติผู้ขอกู้ กยศ.

*

** คุณสมบัติผู้ขอกู้ กยศ.