ห้องเรียนแบบไหนทำให้เด็กอยากเรียน ไทย เกาหลี ญี่ปุ่น มีคำตอบต่างกัน

Student blog — 17/03/2026

Knowledge
ห้องเรียนแบบไหนทำให้เด็กอยากเรียน ไทย เกาหลี ญี่ปุ่น มีคำตอบต่างกัน

บทบาทครูในการจัดการชั้นเรียนสำหรับเด็กปฐมวัย เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยในทุกมิติทั้งด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา การจัดการชั้นเรียน (Classroom Management) ที่มีประสิทธิภาพไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเรื่องการดูแลพฤติกรรมเด็กปฐมวัยที่อยู่ในชั้นเรียนเท่านั้นแต่ยังรวมถึงกระบวนการออกแบบสภาพแวดล้อมประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย (Bredekamp & Copple, 2009)

การจัดการชั้นเรียนปฐมวัยตั้งอยู่บนฐานแนวคิด Developmentally Appropriate Practice (DAP) เน้นการจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับพัฒนาการ ความแตกต่างระหว่างบุคคล และบริบททางสังคมวัฒนธรรม ครอบคลุมการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพและจิตภาพ การจัดกิจวัตรประจำวัน การสื่อสารระหว่างครูกับเด็ก และการส่งเสริมวินัยเชิงบวก (Gartrell, 2017) ดังนั้น ความหมายของการจัดการชั้นเรียนจึงหมายถึง กระบวนการวางแผน จัดระบบ และดำเนินการเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม กิจกรรม กิจวัตร ปฏิสัมพันธ์ และพฤติกรรมในห้องเรียน เพื่อส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้และพัฒนาได้อย่างเหมาะสมกับวัย ภายใต้บรรยากาศที่ปลอดภัย อบอุ่น และเอื้อต่อการเรียนรู้ผ่านการเล่นและส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้อย่างมีความสุข

ศิลปะการจัดการชั้นเรียนระดับปฐมวัย

การจัดการชั้นเรียนสำหรับเด็กปฐมวัยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขที่คุณครูปฐมวัย นักการศึกษา หรือผู้เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยสามารถดำเนินการจัดการได้อย่างมีศิลปะ ประกอบไปด้วย 7 องค์ประกอบ ดังนี้

1. การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (Physical Environment) เป็นการจัดห้องเรียนให้ปลอดภัย เป็นระเบียบ และเหมาะสมกับพัฒนาการเด็ก มีการจัดมุมประสบการณ์ที่หลากหลาย เช่น มุมบทบาทสมมติ มุมศิลปะ มุมบล็อก มุมหนังสือ การจัดพื้นที่ให้เด็กเคลื่อนไหว เลือกทำกิจกรรม และเรียนรู้ด้วยตนเองซึ่งสภาพแวดล้อมที่ดีช่วยลดปัญหาพฤติกรรมและส่งเสริมการเรียนรู้โดยธรรมชาติ

2. การจัดสภาพแวดล้อมทางจิตภาพ (Psychological Environment) เป็นการสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ปลอดภัย และเป็นมิตร มีการยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล ครูเป็นแบบอย่างในการใช้ถ้อยคำเชิงบวก การให้กำลังใจ และการรับฟังเด็ก เนื่องจากเด็กที่รู้สึกปลอดภัยทางอารมณ์จะกล้าแสดงออกและเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น

3. การจัดกิจวัตรประจำวันและเวลา (Routines and Time Management) การกำหนดกิจวัตรที่สม่ำเสมอ เช่น การเข้าแถว การเก็บของ การรับประทานอาหาร การจัดลำดับกิจกรรมให้สอดคล้องกับช่วงสมาธิและพลังงานของเด็ก การใช้กิจวัตรเป็นเครื่องมือในการสอนวินัยและความรับผิดชอบ การส่งเสริมให้เกิดกิจวัตรที่ชัดเจนจะช่วยสร้างความมั่นคงทางอารมณ์และลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

4. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (Learning Activities Management) เป็นเรื่องของการออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยและความสนใจของเด็ก ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการเล่น การลงมือทำ และการมีปฏิสัมพันธ์ การจัดกิจกรรมทั้งแบบกลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อย และรายบุคคล เพราะกิจกรรมที่มีความหมายจะช่วยให้เด็กมีส่วนร่วมและลดปัญหาการรบกวนในชั้นเรียน

5. การจัดการพฤติกรรมและวินัยเชิงบวก (Behavior Management & Positive Discipline) การตั้งกติกาอย่างเหมาะสมและให้เด็กมีส่วนร่วม การสอนเด็กให้เข้าใจผลของการกระทำ การใช้การชี้แนะ การสะท้อนความรู้สึก และการแก้ปัญหาร่วมกัน หลีกเลี่ยงการลงโทษที่รุนแรง ซึ่งวินัยเชิงบวกมุ่งพัฒนา “การควบคุมตนเอง” มากกว่าการเชื่อฟัง

6. ความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียน (Relationships and Interactions) ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับเพื่อน การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้แบบร่วมมือ ความสัมพันธ์เชิงบวกเป็นฐานสำคัญของการจัดการชั้นเรียนที่มีประสิทธิภาพ

7. บทบาทและสมรรถนะของครูปฐมวัย (Teacher’s Role and Competency) ครูในฐานะผู้ออกแบบการเรียนรู้ ครูในฐานะผู้สังเกตและสะท้อนคิด ครูในฐานะแบบอย่างทางพฤติกรรมและอารมณ์ ซึ่งการจัดการชั้นเรียนที่ดีสะท้อนความเป็นมืออาชีพของครูปฐมวัย
การจัดการชั้นเรียนปฐมวัยเป็นกระบวนการที่บูรณาการหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การอยู่ร่วมกัน และการพัฒนาเด็กอย่างมีความสุขและสมดุล

การจัดการชั้นเรียนปฐมวัยตามบริบททางวัฒนธรรม สังคม: ไทย เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น
การศึกษาปฐมวัยในแต่ละประเทศต่างมีแนวคิดทางการศึกษากับบริบททางวัฒนธรรมและสังคมที่แตกต่างกันตามจุดแข็งที่ยั่งยืนของแต่ละประเทศซึ่งในบทความนี้ขอนำ 3 ประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมายาวนานทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ด้านการศึกษาที่ได้เรียนรู้ร่วมกันของ ประเทศไทย ประเทศเกาหลีใต้ และ ประเทศญี่ปุ่นมานำเสนอให้เห็นจุดเด่นหรือจุดแข็ง เช่น ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านความอบอุ่นและความสัมพันธ์เชิงบวก ประเทศเกาหลีใต้มีจุดแข็งด้านระบบและวินัย ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นมีจุดแข็งด้านการสร้างความรับผิดชอบและการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน การจัดการชั้นเรียนปฐมวัยย่อมสะท้อนอิทธิพลของบริบททางวัฒนธรรมและสังคมของแต่ละประเทศ ซึ่งจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนโดยขอนำเสนอในลักษณะการเปรียบเทียบรายประเด็นของทั้ง 3 ประเทศ ดังนี้
1. การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ไทย: จัดมุมประสบการณ์หลากหลาย เน้นสีสัน อบอุ่น เป็นมิตรกับเด็ก
เปิดโอกาสให้เด็กเลือกกิจกรรมตามความสนใจ
เกาหลีใต้: ห้องเรียนเป็นระเบียบ เรียบง่าย มีโครงสร้างชัดเจน
สื่อจัดวางเป็นหมวดหมู่ เพื่อส่งเสริมสมาธิและการควบคุมตนเอง
ญี่ปุ่น: ห้องเรียนมีสื่อไม่มาก ใช้พื้นที่อย่างยืดหยุ่น
เปิดโอกาสให้เด็กใช้จินตนาการและประสบการณ์จริง
2. สภาพแวดล้อมทางจิตภาพ ไทย: เน้นความอบอุ่น เมตตา ความใกล้ชิด ครูดูแลเด็กเสมือนผู้ปกครอง
เกาหลีใต้: เน้นความมั่นคงทางอารมณ์ผ่านกิจวัตรและกติกาที่ชัดเจน
ญี่ปุ่น: เน้นการสร้างความมั่นใจและการยอมรับตนเองผ่านการมีบทบาทในกลุ่ม
3. การจัดกิจวัตรประจำวันและเวลา ไทย: มีกิจวัตรชัดเจนแต่ยืดหยุ่น ปรับตามบริบทและความพร้อมของเด็ก
เกาหลีใต้: มีกิจวัตรที่แน่นอนและสม่ำเสมอ เน้นความตรงเวลาและความรับผิดชอบ
ญี่ปุ่น: ใช้กิจวัตรเป็นเครื่องมือปลูกฝังวินัยจากภายใน เช่น
การเก็บของ การทำความสะอาด
4. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ไทย: เรียนรู้ผ่านการเล่น กิจกรรมหลากหลาย เน้นความสนุกและการมีส่วนร่วม
เกาหลีใต้: กิจกรรมมีโครงสร้างชัด ทำเป็นกลุ่ม เน้นการปฏิบัติตามขั้นตอน
ญี่ปุ่น: กิจกรรมเชื่อมโยงชีวิตจริง ให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์และการทำงานร่วมกัน
5. การจัดการพฤติกรรมและวินัย ไทย: เน้นวินัยเชิงบวก การชี้แนะ การพูดคุย และการเข้าใจเด็ก
เกาหลีใต้: เน้นการควบคุมตนเองผ่านกติกาและความคาดหวังที่ชัดเจน
ญี่ปุ่น: เน้นการสร้างวินัยจากภายใน ให้เด็กตระหนักถึงผลของการกระทำ
6. ความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน ไทย: ความสัมพันธ์แบบใกล้ชิด อบอุ่น ครูเป็นที่พึ่งทางอารมณ์
เกาหลีใต้: ความสัมพันธ์เชิงเคารพตามบทบาท ครูเป็นผู้นำและแบบอย่าง
ญี่ปุ่น: ความสัมพันธ์แบบกลุ่ม เด็กเรียนรู้การอยู่ร่วมกันและพึ่งพาอาศัยกัน
7. บทบาทของครูปฐมวัย ไทย: ครูเป็นผู้ออกแบบกิจกรรม ผู้ดูแล และผู้สนับสนุนการเรียนรู้
เกาหลีใต้: ครูเป็นผู้นำ กำหนดโครงสร้าง และฝึกวินัยอย่างสม่ำเสมอ
ญี่ปุ่น: ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก ส่งเสริมการเรียนรู้และความรับผิดชอบของเด็ก
การจัดการชั้นเรียนในบริบทเอเชียมีรากฐานร่วมกันจากวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางสังคม ความเคารพ และการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน แต่มีการแสดงออกผ่านรูปแบบการจัดการชั้นเรียนที่แตกต่างกัน ประเทศไทยเน้นความอบอุ่นและความยืดหยุ่นในการดูแลเด็ก เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับโครงสร้าง ระเบียบ และวินัย ขณะที่ญี่ปุ่นมุ่งเน้นการปลูกฝังความรับผิดชอบและวินัยจากภายในผ่านการเรียนรู้แบบกลุ่ม ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมมีอิทธิพลโดยตรงต่อวิธีคิด บทบาทของครู และประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย การพัฒนาครูปฐมวัยไทยในปัจจุบันควรมุ่งเสริมสร้างสมรรถนะด้านการออกแบบการจัดการชั้นเรียนอย่างมีระบบ ควบคู่ไปกับการรักษาจุดแข็งด้านความเอื้ออาทรและความสัมพันธ์เชิงบวก ครูควรได้รับการพัฒนาให้สามารถผสมผสานความยืดหยุ่นแบบไทยเข้ากับการสร้างกิจวัตรที่ชัดเจน และการส่งเสริมวินัยเชิงบวกที่นำไปสู่การควบคุมตนเองของเด็ก อันเป็นทักษะสำคัญสำหรับการเรียนรู้ในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
  • Bredekamp, S., & Copple, C. (2009). Developmentally appropriate practice in early childhood
  • programs (3rd ed.). Washington, DC: National Association for the Education of Young Children.
  • Charles, C. M. (2011). Building classroom discipline (10th ed.). Boston, MA: Pearson.
  • Gartrell, D. (2017). Guiding young children (9th ed.). Boston, MA: Cengage Learning.
  • OECD. (2017). Starting strong V: Transitions from early childhood education and care to primary education. Paris: OECD Publishing.
  • สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.
  • สุวิมล ว่องวาณิช. (2556). การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.
เอกสารอ้างอิงบริบทประเทศเกาหลีใต้
  • OECD. (2012). Starting strong III: A quality toolbox for early childhood education and care. Paris: OECD Publishing.
  • Kwon, Y. I. (2002). Western influences in Korean early childhood education. International Journal of Early Childhood, 34(1), 23–37. https://doi.org/10.1007/BF03177243
  • Lee, Y. J., & Walsh, D. J. (2005). Quality in early childhood programs: Reflections from Korean kindergarten teachers. Journal of Research in Childhood Education, 20(1), 65–78.
เอกสารอ้างอิงบริบทประเทศญี่ปุ่น
  • Ministry of Education, Culture, Sports, Science and Technology. (2018). Course of study for kindergarten. Tokyo: MEXT.
  • Tobin, J., Wu, D., & Davidson, D. (1989). Preschool in three cultures: Japan, China, and the United States. New Haven, CT: Yale University Press.
  • Hayashi, A., & Tobin, J. (2015). Teaching embedded social skills in Japanese preschools. Early Childhood Research Quarterly, 32, 70–80.

ผู้เขียน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิฤมล สุวรรณศรี

📱สนใจสมัครเรียนหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ:

#อยากเป็นครู #ศึกษาศาสตร์ #ม.เอกชน #ครูปฐมวัย #ครูอนุบาล #เรียนต่อปริญญาตรี #UTCC #การศึกษาไทย

แชร์บทความนี้

หลักสูตร

คณะการศึกษาปฐมวัย

*

** คุณสมบัติผู้ขอกู้ กยศ.

*

** คุณสมบัติผู้ขอกู้ กยศ.