จากพฤติกรรมท้าทายสู่โอกาสการเรียนรู้ แนวทางการสอนปฐมวัยที่เคารพความแตกต่าง

Student blog — 10/06/2026

Knowledge
จากพฤติกรรมท้าทายสู่โอกาสการเรียนรู้  แนวทางการสอนปฐมวัยที่เคารพความแตกต่าง
การจัดการพฤติกรรมท้าทายในเด็กปฐมวัยเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ การปรับตัวทางสังคม และพัฒนาการด้านอารมณ์ของเด็กในระยะยาว ในบทความนี้จะกล่าวถึงพฤติกรรมท้าทายซึ่งหมายถึงรูปแบบพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือมีแนวโน้มรบกวนการเรียนรู้และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่น เช่น การก้าวร้าว การต่อต้าน การแสดงอารมณ์รุนแรง หรือการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในชั้นเรียน จากงานวิชาการของสมาคมการศึกษาปฐมวัยแห่งชาติ (NAEYC) ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวมิได้เกิดจากตัวเด็กเพียงลำพัง แต่มีความเชื่อมโยงกับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่เด็กเติบโตมา

แนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อวัฒนธรรม (Culturally Responsive Practice) เป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมของเด็กอย่างรอบด้าน โดยมองเด็กในฐานะบุคคลที่มีภูมิหลัง ประสบการณ์ และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน บทความจาก NAEYC ได้นำเสนอแนวทางหลัก 5 ประการในการสนับสนุนเด็กปฐมวัยที่มีพฤติกรรมท้าทาย ได้แก่

1) การเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กและครอบครัว (Learn about children and families)
การเรียนรู้เกี่ยวกับเด็กและครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญของการจัดการพฤติกรรมเชิงบวกในเด็กปฐมวัย แนวคิดการสอนที่ตอบสนองต่อวัฒนธรรมให้ความสำคัญกับการมองเด็กในบริบทของชีวิตจริง ครอบครัว และชุมชน เด็กแต่ละคนเติบโตขึ้นมาภายใต้ค่านิยม รูปแบบการเลี้ยงดู ภาษา และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งล้วนมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกในห้องเรียน

เมื่อครูเข้าใจบริบทของครอบครัว เช่น กิจวัตรประจำวัน ความเชื่อทางวัฒนธรรม ความสนใจเฉพาะของเด็ก หรือรูปแบบการสื่อสารภายในบ้าน ครูจะสามารถตีความพฤติกรรมท้าทายได้อย่างถูกต้องมากขึ้น และออกแบบกิจกรรมหรือวิธีการดูแลที่สอดคล้องกับตัวตนของเด็ก การสร้างความร่วมมือกับครอบครัวจึงไม่เพียงช่วยลดพฤติกรรมท้าทาย แต่ยังเสริมสร้างความไว้วางใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันในกระบวนการพัฒนาเด็ก

ตัวอย่างเช่น หากมีเด็กเดินไปมาในช่วงกิจกรรมกลุ่ม และไม่สามารถนั่งฟังได้นาน ครูควรพูดคุยกับผู้ปกครอง หากเจอประเด็นที่น่าสนใจ เช่น ผู้ปกครองกล่าวว่า เด็กคุ้นเคยกับการฟังเพลงและเคลื่อนไหวร่างกายร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ครูจึงควรปรับกิจกรรมช่วงกลุ่มให้มีการร้องเพลงประกอบท่าทาง หรือให้เด็กมีบทบาทช่วยแจกอุปกรณ์ระหว่างกิจกรรม

2) การพัฒนาและสอนความคาดหวังด้านพฤติกรรม (Develop and teach expectation)
การกำหนดความคาดหวังด้านพฤติกรรมอย่างชัดเจน เป็นเชิงบวก และเหมาะสมกับพัฒนาการ เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยป้องกันและลดพฤติกรรมท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความคาดหวังเหล่านี้ควรสะท้อนค่านิยมร่วมกันของเด็ก ครู และครอบครัว ไม่ใช่เป็นเพียงกฎระเบียบที่เด็กต้องปฏิบัติตามฝ่ายเดียว

การมีส่วนร่วมของเด็กในการกำหนดข้อตกลงหรือกติกาในชั้นเรียน จะช่วยให้เด็กเข้าใจเหตุผลและยอมรับความคาดหวังมากขึ้น นอกจากนี้ ความคาดหวังควรถูกถ่ายทอดผ่านการสอน การเป็นแบบอย่าง การเล่น บทบาทสมมติ เพลง หรือภาพประกอบ เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้และจดจำได้ง่าย การเสริมแรงเชิงบวกเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับความคาดหวัง จะช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและส่งเสริมพฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น ในชั้นเรียน ครูอาจจะกำหนดความคาดหวังด้านพฤติกรรมร่วมกับเด็ก เช่น “ใช้เสียงเบาในห้องเรียน” “รอคิวเมื่ออยากพูด” และ “ช่วยกันดูแลของเล่น” หรือครูใช้ภาพเด็กในชั้นเรียนแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม ติดไว้ตามมุมต่าง ๆ และสอนผ่านเพลงสั้น ๆ ที่เด็กสามารถร้องตามได้ทุกวัน

3) การมองจากมุมมองของเด็ก (Perspective taking)
การมองจากมุมมองของเด็ก หรือการเข้าใจสภาวะภายในของเด็ก เป็นหัวใจสำคัญของการจัดการพฤติกรรมอย่างเข้าใจ เด็กปฐมวัยมักแสดงพฤติกรรมท้าทายเมื่อไม่สามารถสื่อสารความรู้สึก ความต้องการ หรือความคับข้องใจของตนได้อย่างเหมาะสม ครูที่มองจากมุมมองของเด็กจะพยายามตั้งคำถามว่า เด็กกำลังรู้สึกอะไร และ พฤติกรรมนี้กำลังบอกอะไร มากกว่าการมุ่งเน้นที่การหยุดพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว การใช้ถ้อยคำที่สะท้อนความรู้สึกของเด็ก เช่น การบอกให้เด็กรู้ว่าครูเข้าใจความรู้สึกของเขา จะช่วยให้เด็กสงบลงและเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น แนวทางนี้ช่วยสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกและลดความขัดแย้งระหว่างครูกับเด็กในระยะยาว

ตัวอย่างเช่น ในชั้นเรียนคุณครูอาจจะพบเด็กคนหนึ่งแสดงอาการร้องไห้และปาของเล่นเมื่อถึงเวลาจัดเก็บ ครูไม่ควรตำหนิทันที แต่ควรพูดกับเด็กว่า “ครูเห็นว่าหนูยังอยากเล่นต่อ เพราะของเล่นชิ้นนี้สนุกมากใช่ไหม” จากนั้นครูเสนอทางเลือก เช่น “หนูอยากเก็บของเล่นด้วยตัวเอง หรือให้ครูช่วยเก็บด้วยกัน”

4) การสอนและเป็นแบบอย่างด้านความเห็นอกเห็นใจ (Develop and Teach Empathy)
ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เป็นทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่สำคัญ ซึ่งต้องได้รับการปลูกฝังตั้งแต่วัยปฐมวัย ครูมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้สอนและผู้เป็นแบบอย่าง เด็กจะเรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจผ่านการสังเกตพฤติกรรมของครู การใช้ภาษาที่สุภาพ การรับฟัง และการแสดงความเข้าใจต่อผู้อื่น การสอนความเห็นอกเห็นใจสามารถทำได้ผ่านนิทาน กิจกรรมกลุ่ม ดนตรี การเคลื่อนไหว และการสนทนาเกี่ยวกับความรู้สึก ครูควรช่วยให้เด็กเรียนรู้การรับรู้และเคารพความรู้สึกของผู้อื่น รวมถึงการเห็นคุณค่าในความแตกต่างทางวัฒนธรรม แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดพฤติกรรมท้าทาย แต่ยังส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมที่มีความหลากหลาย

ตัวอย่างเช่น หากมีเด็กสองคนแย่งของเล่นกัน ครูเข้าไปนั่งในระดับสายตาเดียวกับเด็ก พูดด้วยน้ำเสียงสงบ และสะท้อนความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย เช่น “ครูคิดว่าทั้งสองคนรู้สึกอยากเล่นของชิ้นนี้มาก” จากนั้นครูชวนเด็กพูดถึงความรู้สึกของเพื่อน และอ่านนิทานสั้น ๆ เกี่ยวกับการแบ่งปันให้เด็กฟังในช่วงกิจกรรมกลุ่ม

5) การใช้กิจกรรมกลุ่มเพื่อพูดคุยและแก้ไขความขัดแย้ง (Using group time to discuss conflict)
การใช้กิจกรรมกลุ่มเพื่อจัดการความขัดแย้งเป็นแนวทางที่เน้นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ มากกว่าการลงโทษ เด็กจะได้รับโอกาสในการสะท้อนความคิด แสดงความรู้สึก และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาร่วมกันในฐานะสมาชิกของชุมชนการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมกลุ่มอย่างมีโครงสร้าง ช่วยให้เด็กเรียนรู้ทักษะการสื่อสาร การรับฟัง และการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ครูควรกำหนดบรรยากาศที่ปลอดภัย ไม่ตำหนิ หรือทำให้เด็กเกิดความอับอาย แนวทางนี้ช่วยให้เด็กเข้าใจผลกระทบของพฤติกรรมที่มีต่อผู้อื่น และเรียนรู้ความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

ตัวอย่างเช่น หากพบว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นภายในชั้นเรียน ครูอาจจัดกิจกรรมวงสนทนาในช่วงเช้า โดยเริ่มจากการร้องเพลงเกี่ยวกับมิตรภาพ จากนั้นชวนเด็กพูดคุยว่า “เมื่อวานเกิดอะไรขึ้น” “เรารู้สึกอย่างไร” และ “ครั้งหน้าควรทำอย่างไรให้ทุกคนเล่นด้วยกันได้อย่างมีความสุข”

จึงอาจสรุปได้ว่า การจัดการพฤติกรรมท้าทายในเด็กปฐมวัยผ่านแนวคิดการสอนที่ตอบสนองต่อวัฒนธรรม มิใช่เพียงการแก้ไขพฤติกรรมเฉพาะหน้า แต่เป็นการสร้างระบบความสัมพันธ์ การเรียนรู้ และการดูแลที่เคารพความแตกต่างของเด็กแต่ละคน แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาและครูปฐมวัยในการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน และเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมการเรียนรู้ที่มีความเท่าเทียมและยั่งยืนในอนาคต

ที่มา: Price, Charis Lauren และ Steed, Elizabeth A. (2016). Culturally responsive strategies to support young children with challenging behavior. Young Children. National Association for the Education of Young Children.

ผู้เขียน: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฌลาพิชญ์ บุญจิตสิทธิ์ศักดิ์

📱สนใจสมัครเรียนหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ:

#อยากเป็นครู #ศึกษาศาสตร์ #ม.เอกชน #ครูปฐมวัย #ครูอนุบาล #เรียนต่อปริญญาตรี #UTCC #การศึกษาไทย

แชร์บทความนี้

หลักสูตร

คณะการศึกษาปฐมวัย

*

** คุณสมบัติผู้ขอกู้ กยศ.

*

** คุณสมบัติผู้ขอกู้ กยศ.