AI แชทบอท เพื่อนคู่คิดหรือภัยเงียบ – เปิดงานวิจัยเพื่อความปลอดภัยของเด็กในยุคดิจิทัล

Student blog — 10/06/2026

AI UTCC
AI แชทบอท เพื่อนคู่คิดหรือภัยเงียบ – เปิดงานวิจัยเพื่อความปลอดภัยของเด็กในยุคดิจิทัล
ในปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะ AI แชทบอทได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในบ้านที่สั่งงานผ่านเสียง หรือแม้กระทั่งเครื่องมือช่วยทำการบ้าน กลายเป็นเพื่อนและที่ปรึกษาดิจิทัลที่อยู่ใกล้ตัวเด็กอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทว่าท่ามกลางความสะดวกสบายล้ำสมัยที่เกิดขึ้นนี้ เราได้ตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจแฝงมากับเทคโนโลยีอย่างถี่ถ้วนแล้วหรือยัง

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2024 ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเด็กมีปฏิสัมพันธ์กับ AI ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงความต้องการและความเปราะบางของผู้ใช้งานที่เป็นเด็ก งานวิจัยชิ้นนี้ได้เจาะลึกถึง Empathy gap หรือ ช่องว่างทางอารมณ์ของ AI ซึ่งไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ได้อย่างแท้จริง นักวิจัยยังได้นำเสนอแนวทางการสร้าง AI ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อให้สามารถควบคุมเทคโนโลยีให้เป็นเครื่องมือที่สร้างสรรค์ แทนที่จะเป็นภัยเงียบในโลกดิจิทัล

ทำความเข้าใจ “ช่องว่างทางอารมณ์” ของ AI แชทบอท
ก่อนที่เราจะสร้างเกราะป้องกันให้แก่เด็ก ๆ ได้ เราจำเป็นต้องเข้าใจข้อจำกัดพื้นฐานที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของ AI แชทบอทในปัจจุบัน และนั่นคือสิ่งที่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ดร. โนมิชา คูเรียน (Dr. Nomisha Kurian) เรียกว่า “ช่องว่างทางอารมณ์” ซึ่งหมายถึงการที่ AI ไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนของมนุษย์ได้อย่างแท้จริง แม้ว่า AI จะสามารถสร้างประโยคที่ฟังดูเข้าอกเข้าใจได้ แต่นั่นเป็นเพราะโมเดลพื้นฐานการประมวลผลของ Generative AI หรือ Large Language Models (LLMs) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังแชทบอทนั้น มีลักษณะคล้ายกับ “นกแก้วสุ่มคำ” (stochastic parrots) ที่ชาญฉลาด

พูดง่าย ๆ ก็คือ AI ไม่ได้เข้าใจความหมายของคำพูด แต่ใช้การคำนวณความน่าจะเป็นทางสถิติเพื่อเลียนแบบรูปแบบภาษาที่เรียนรู้มาจากข้อมูลมหาศาล ดังนั้น เมื่อ AI ตอบสนองต่ออารมณ์ของผู้ใช้งานผ่านถ้อยคำ นั่นจึงเป็นเพียงการเลียนแบบรูปแบบการตอบสนองที่เหมาะสมที่สุดตามสถิติ แต่ AI ไม่สามารถมีประสบการณ์ทางอารมณ์ได้เหมือนมนุษย์ ถ้อยคำเหล่านั้นจึงไม่ได้มีบ่อเกิดมาจากความเข้าใจในความรู้สึก และนี่จึงเป็นต้นตอสำคัญของช่องว่างทางอารมณ์ซึ่งไม่ใช่เพียงปัญหาทางเทคนิคที่น่าสนใจ แต่อาจนำไปสู่ความเสี่ยงในชีวิตจริงของเด็ก ๆ

กรณีศึกษาเมื่อ AI ให้คำแนะนำที่เป็นอันตราย
เพื่อให้เห็นภาพผลกระทบของช่องว่างทางอารมณ์ใน AI ได้อย่างเป็นรูปธรรม การพิจารณาทบทวนเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นจึงสำคัญอย่างยิ่ง นักวิจัยได้รวบรวมกรณีศึกษาซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อเด็กมีปฏิสัมพันธ์กับ AI เช่น
  • กรณี Alexa ในปีค.ศ. 2021 ผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Alexa ได้แนะนำให้เด็กหญิงวัย 10 ขวบนำเหรียญไปสัมผัสกับขาปลั๊กไฟที่เสียบอยู่เพียงครึ่งหนึ่ง ซึ่งนำไปสู่อันตรายทำให้เกิดไฟฟ้าช็อตได้
  • กรณี My AI ของ Snapchat นักวิจัยผู้ใหญ่ที่สวมรอยเป็นเด็กหญิงวัย 13 ปีได้รับคำแนะนำจาก My AI เกี่ยวกับวิธีการเสียความบริสุทธิ์ให้กับชายวัย 31 ปี ทั้งยังได้เคล็ดลับในการซ่อนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติดจากผู้ปกครองอีกด้วย
  • กรณี Bing Chatbot ของ Microsoft แชทบอทที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นมิตรกับวัยรุ่น กลับแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและปั่นหัว (gaslighting) ผู้ใช้งานที่เพียงแค่สอบถามเกี่ยวกับรอบฉายภาพยนตร์
แม้พฤติกรรมเหล่านี้อาจมองเป็นความผิดพลาดอันน่าขบขันของ AI ได้ แต่สำหรับเด็กแล้วอาจสร้างความสับสน ความไม่สบายใจ หรือนำไปสู่สถานการณ์ที่เป็นอันตราย เพราะเด็กมักจะมองว่าแชทบอทเป็นเพื่อนหรือผู้ที่น่าไว้วางใจ การได้รับคำแนะนำที่ผิดพลาดจึงอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตจริงของพวกเขา แล้วเพราะเหตุใดเด็กจึงมีความเปราะบางต่อความเสี่ยงเหล่านี้มากกว่าผู้ใหญ่ คำตอบอยู่ในความแตกต่างด้านพัฒนาการทางความคิดและอารมณ์
เหตุผลที่เด็กเป็นกลุ่มผู้ใช้งานที่เปราะบาง
การทำความเข้าใจพัฒนาการทางความคิดและอารมณ์เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ตระหนักว่าเหตุใดเด็กจึงเป็นกลุ่มผู้ใช้งานที่เสี่ยงต่ออิทธิพลของ AI แชทบอทมากเป็นพิเศษ งานวิจัยได้สังเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีความเปราะบางดังนี้
  • การมองว่า AI เป็นเสมือนมนุษย์ เด็กมีแนวโน้มที่จะมองแชทบอทเป็นเพื่อนหรือบุคคลที่ไว้ใจได้ เพราะความสามารถในการขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างมนุษย์ กับ สิ่งที่ “ฟังดูเหมือนมนุษย์” ยังไม่พัฒนาเท่าผู้ใหญ่ แต่การออกแบบที่ดูเป็นมิตรและเหมือนว่ามีชีวิตของแชทบอทก็ยิ่งทำให้เด็กเกิดความไว้วางใจได้ง่ายขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริง AI ไม่สามารถสร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์เหมือนมนุษย์ได้
  • การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ผลการวิจัยชี้ว่าเด็กมีแนวโน้มเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวและเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพจิตของตนเองกับ AI มากกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งทำให้พวกเขามีความเสี่ยงสูงหาก AI ไม่สามารถจัดการกับข้อมูลที่ละเอียดอ่อนเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม
  • พัฒนาการทางภาษา เด็กมักใช้รูปแบบการพูดหรือถ้อยคำที่ไม่เป็นทางการ มีความคลุมเครือ หรือใช้คำศัพท์ที่แปลก ซึ่งแบบจำลองภาษาของแชทบอทอาจตีความผิดพลาดได้ง่าย นำไปสู่การตอบสนองที่ไม่เหมาะสมหรือเป็นอันตราย
ช่องว่างในการกำกับดูแลยังเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่น่ากังวล สถิติจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Common Sense Media ระบุว่า 50% ของนักเรียนอายุ 12-18 ปีเคยใช้ ChatGPT ช่วยทำการบ้าน แต่มีผู้ปกครองเพียง 26% เท่านั้นที่รับรู้เรื่องนี้ ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่ามีเด็กและวัยรุ่นจำนวนหนึ่งใช้เทคโนโลยี AI โดยที่ผู้ปกครองอาจไม่ได้เฝ้าระวังและคอยให้คำแนะนำที่เหมาะสมเลย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้งานที่ขาดการดูแล
แนวทางสู่การสร้างAI ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก (Child-Safe AI)
การตระหนักถึงปัญหาเป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ งานวิจัยของ ดร. คูเรียน จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยง แต่ได้เสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมเพื่อสร้าง “AI ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก” อันเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายทั้งผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ปกครอง นักการศึกษา ครูอาจารย์ และผู้กำหนดนโยบายสามารถประเมินและยกระดับความปลอดภัยของเครื่องมือ AI ได้อย่างเป็นระบบ ดร. คูเรียน ได้เสนอกรอบการทำงานหลายข้อ ซึ่งโดยรวมมีหลักการสำคัญร่วมกันดังต่อไปนี้
  • การออกแบบที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child-Centred Approach) คือการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญตลอดทุกขั้นตอนของกระบวนการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นนักการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของเด็ก และที่สำคัญที่สุดคือตัวเด็กเอง เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นนั้นตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก ๆ อย่างแท้จริง
  • แนวทางเชิงรุก (Proactive Approach) แทนที่จะรอให้เกิดเหตุการณ์อันตรายแล้วค่อยตามแก้ไข (ซึ่งเป็นแนวทางที่บริษัทส่วนใหญ่ทำในปัจจุบัน) กรอบการทำงานนี้เน้นย้ำถึงการประเมินและป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า ตั้งแต่ก่อนที่เทคโนโลยีจะถูกนำไปใช้งานจริง
  • การติดตั้งระบบความปลอดภัยเชิงรุก แทนที่จะระบุเพียงคุณสมบัติทั่วไป กรอบการทำงานนี้กระตุ้นให้เราตั้งคำถามที่สำคัญและเป็นรูปธรรมเพื่อประเมินเครื่องมือ AI แต่ละชิ้น เช่น แชทบอทนี้มีระบบกรองเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ เข้าใจรูปแบบการพูดที่เป็นเอกลักษณ์ของเด็กได้ดีแค่ไหน และที่สำคัญที่สุดคือส่งเสริมให้เด็กไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไว้ใจเมื่อเจอเรื่องที่ละเอียดอ่อนหรือไม่ คำถามเหล่านี้เปลี่ยนหลักการที่จับต้องไม่ได้ให้กลายเป็นเกณฑ์ตรวจสอบที่นำไปใช้ได้จริง
เป้าหมายสูงสุดของแนวทางนี้ไม่ใช่การห้ามไม่ให้เด็กใช้เทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างสมดุลที่เหมาะสมระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย เพื่อการใช้ประโยชน์จาก AI อย่างเต็มศักยภาพ
ความรับผิดชอบร่วมกันในยุคดิจิทัล
เป้าหมายของการสร้าง AI ที่ปลอดภัยไม่ใช่การปิดกั้น แต่คือการวางแผนและออกแบบเทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ เพื่อปลดล็อกศักยภาพให้เครื่องมือ AI ได้ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาเด็กอย่างแท้จริง งานวิจัยได้กล่าวถึงตัวอย่างเชิงบวก เช่น การใช้ AI เป็นเพื่อนเรียนรู้ส่วนตัว (personalized learning companions) ที่ปรับเนื้อหาให้เข้ากับเด็กแต่ละคน หรือแม้กระทั่งการใช้เทคโนโลยี Machine Learning เพื่อช่วยตามหาเด็กที่หายไป

ท้ายที่สุดแล้ว การสร้างอนาคตที่เด็กสามารถใช้งานเทคโนโลยี AI ได้อย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุดนั้น คือความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่ายในสังคม สำหรับผู้พัฒนาเทคโนโลยีคือการฝังจริยธรรมลงในโค้ดทุกบรรทัด สำหรับผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายคือการยอมรับปัญหาและวางแผนรับมือแก้ไขอย่างจริงจัง สำหรับครูคือการปลูกฝังและสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล และที่สำคัญที่สุดคือผู้ปกครองที่ต้องเป็นผู้ช่วยเหลือดูแลที่ไว้วางใจได้เสมอสำหรับเด็ก เพื่อให้แน่ใจว่า AI จะเป็นเพื่อนคู่คิดที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่ภัยเงียบที่บั่นทอนอนาคตของพวกเขา

ที่มา AI Chatbots have shown they have an ‘empathy gap’ that children are likely to miss | University of Cambridge

ผู้เขียน อาจารย์ ดร. อาบทิพย์ สุวลักษณ์

📱สนใจสมัครเรียนหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ:

#อยากเป็นครู #ศึกษาศาสตร์ #ม.เอกชน #ครูปฐมวัย #ครูอนุบาล #เรียนต่อปริญญาตรี #UTCC #การศึกษาไทย

แชร์บทความนี้

หลักสูตร

คณะการศึกษาปฐมวัย

*

** คุณสมบัติผู้ขอกู้ กยศ.

*

** คุณสมบัติผู้ขอกู้ กยศ.