สร้างห้องเรียนอย่างไรให้เด็กอยากเรียน – จาก Psychological Safety สู่แรงจูงใจในการเรียนรู้
Student blog — 16/07/2026
ห้องเรียนของดิฉันเป็นห้องเรียนที่มีสมดุลระหว่าง “ความรู้” และ “ความรู้สึก” หรือไม่? ดิฉันพยายามสะท้อนกับตนเองในขณะที่ได้เข้าร่วมการอบรม ในหลายๆครั้งความรีบเร่งและความมุ่งมั่นในการสอนในห้องเรียน ก็อาจทำให้ดิฉันได้ทิ้งนักศึกษาบางคนไว้ข้างหลังโดยไม่ได้ตั้งใจ กิจกรรมการสังเกตุพฤติกรรมและวิเคราะห์ความรู้สึกของผู้เรียนผ่านการสังเกตุรูปภาพในช่วงแรกของการบรรยาย ทำให้ดิฉันเห็นถึงความสำคัญของการสังเกตุและความเข้าใจต่อสภาวะอารมณ์ของผู้เรียน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นแรกที่สำคัญ ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของวิชา จากการเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ ดิฉันได้สรุปข้อคิดและแนวทางที่สามารถนำมาปรับใช้ในห้องเรียนระดับมหาวิทยาลัยได้ 4 ประเด็นหลักดังนี้
1. หยุด สังเกตุ และเข้าใจสภาวะอารมณ์ของผู้เรียน (Pause, Observe and Understand)
การหยุดเพื่อสังเกตุ และเช็กอิน ความรู้สึกของนักศึกษา ผ่านการสอบถาม หรือการสังเกตุภาษากาย แววตา หรือ บรรยากาศในห้องเรียน ไม่ได้เป็นการเสียโอกาสในการเรียนรู้ แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนการสอนในวันนั้นๆ เพราะนั่นคือโอกาสที่อาจารย์จะได้ปรับกระบวนการสอนให้ยืดหยุ่นกับความพร้อมของผู้เรียน รวมถึงทำให้ผู้เรียนได้รู้สึกถึงความห่วงใยและความใส่ใจในชีวิตของพวกเขา ซึ่งนำไปสู่การเปิดรับการเรียนรู้ที่มากยิ่งขึ้น
2. ออกแบบการเรียนรู้ด้วยความเข้าใจต่อกลไลของสมอง (Brain-Based Learning)
การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความรู้สึก เช่น ความเครียด วิตกกังวล หรือความรู้สึกกดดัน กลไกการทำงานสมองนั้นจะปิดกั้นการเรียนรู้หากผู้เรียนถูกกระตุ้นด้วยความเครียดที่สูงหรือความรู้สึกเชิงลบ ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนควรสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย เปิดกว้างในมุมองความคิด และไม่ตัดสิน เพราะจะทำให้สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ได้ทำหน้าที่ คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้เต็มที่มากขึ้น มากไปกว่านั้น การเรียนรู้ที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาที่เยอะจนเกินไป ก็ไม่ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการทำความรู้ไปใช้ ดังนั้นอาจารย์ควรจัดสรรให้มีช่วงเวลาที่สมองได้หยุดพัก (brain breaks) เพื่อย่อยข้อมูล และจัดระเบียบ เชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนไป อย่างเป็นระบบ
3. สร้างห้องเรียนที่เป็นมิตรต่อสมองและจิตใจ (Psychological Safety)
การสร้างห้องเรียนที่ปลอดภัยนั้นไม่ได้หมายถึงการป้องกันความผิดพลาด หรือความเสี่ยงไม่ให้เกิดขึ้น แต่หมายถึงความรู้สึกเชิงบวกที่ผู้เรียนจะสัมผัสได้ พื้นที่ปลอดภัยจะส่งเสริมให้ผู้เรียนกล้าที่จะแสดงออกความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระ และไม่ถูกตัดสินเมื่อผิดพลาด เพราะการได้ลองผิดลองถูกเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติ เมื่อห้องเรียนโอบอุ้มทุกความคิด นักศึกษาจะกล้าคิด กล้าทดลอง และกล้าที่จะดึงศักยภาพของตนเองมาใช้อย่างเต็มที่
4. ขับเคลื่อนการเรียนรู้ จากแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation)
เป้าหมายที่สูงสุดของการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย คงไม่ใช่เพียงแค่การสำเร็จการศึกษาและการรับปริญญา แต่คือการปลูกฝังให้ผู้เรียนไม่หยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองไปตลอดชีวิต (Lifelong learner) ซึ่งการมีแรงขับเคลื่อนจากภายใน เป็นกุญแจสำคัญ หากเราสามารถออกแบบห้องเรียนที่ให้ความสำคัญแก่กระบวนการเรียนรู้ และการประเมินผู้เรียนเพื่อพัฒนา ไม่มุ่งเน้นการตัดสินที่ผลลัพธ์ (formative assessment) ที่ยังสะท้อนคุณภาพทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ เราจะสามารถสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง โดยไม่สร้างแรงกดดัน ยกตัวอย่างเช่น การประเมินที่มีคะแนนไม่สูงมาก (low stakes) การประเมินที่มีการให้คำแนะนำเพื่อให้แนวทางในการพัฒนาทักษะ นอกจากนี้แรงจูงใจภายใจอาจมาจากการที่ อาจารย์ได้มอบอิสระในการเลือกทำสิ่งต่างๆ (autonomy) ให้แก่นักศึกษา ได้ทำสิ่งที่ตนเองถนัด ซึ่งจะทำให้พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง และเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ในระยะยาว
จากการเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ ดิฉันได้เรียนรู้ว่าห้องเรียนที่ประสบความสำเร็จอาจไม่ใช่ห้องเรียนที่นักศึกษาทุกคนนั่งเงียบเป็นระเบียบ หรือสอบได้คะแนนเต็ม แต่เป็นห้องเรียนที่สามารถรับฟังความรู้สึกของผู้เรียนไปพร้อมๆกับการส่งเสริมความรู้และทักษะให้แก่ผู้เรียน
ผู้เขียน อาจารย์ภรภัทร ปิติวิโรจน์
- คณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
- โทร: 02-6976664-5
- เว็บไซต์: https://ece.utcc.ac.th
- Facebook: https://www.facebook.com/EarlyChildhoodUTCC
- Instagram: ece.utcc
- TikTok: ece.utcc
#อยากเป็นครู #ศึกษาศาสตร์ #ม.เอกชน #ครูปฐมวัย #ครูอนุบาล #เรียนต่อปริญญาตรี #UTCC #การศึกษาไทย