เด็กไม่ฟัง ดุแล้วไม่ดีขึ้น มารู้จักการสื่อสารเพื่อสร้างวินัยเชิงบวก

Student blog — 10/06/2026

Knowledge
เด็กไม่ฟัง ดุแล้วไม่ดีขึ้น มารู้จักการสื่อสารเพื่อสร้างวินัยเชิงบวก
ในโลกของการศึกษาปฐมวัย “พฤติกรรม” ของเด็กเปรียบเสมือนยอดภูเขาน้ำแข็งที่ลอยพ้นน้ำ แต่สิ่งที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวน้ำคือ “ความต้องการ” และ “อารมณ์” ที่เด็กยังไม่สามารถสื่อสารออกมาเป็นคำพูดที่ชัดเจนได้ การจัดการชั้นเรียนแบบเดิมที่เน้นการควบคุม (Control) หรือการลงโทษ (Punishment) มักส่งผลให้เด็กหยุดพฤติกรรมเพียงชั่วคราวเพราะความกลัว แต่มิใช่การเรียนรู้วิธีการจัดการตนเองอย่างยั่งยืน การสื่อสารเพื่อสร้างวินัยเชิงบวก (Positive Discipline Communication) จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนบทบาทครูจากผู้ควบคุมมาเป็น “ผู้ชี้แนะ” (Guide) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กเรียนรู้ที่จะเคารพตนเองและผู้อื่นผ่านการสื่อสารที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจและการให้เกียรติ
แนวคิดการสื่อสารเพื่อวินัยเชิงบวก
แนวคิดการสื่อสารเพื่อวินัยเชิงบวกเป็นแนวทางที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านจิตวิทยาพัฒนาการ การจัดการเรียนรู้ และการสื่อสารเชิงมนุษยสัมพันธ์เข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาเด็กให้สามารถกำกับตนเอง เข้าใจอารมณ์ของตนและผู้อื่น และแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมได้อย่างยั่งยืน มากกว่าการควบคุมพฤติกรรมจากภายนอกเพียงชั่วคราว ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ประการที่สัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ ได้แก่
  1. วินัยเชิงบวก ทำหน้าที่เป็นเป้าหมายปลายทางที่มุ่งสร้างวินัยจากภายใน (internal discipline) ให้เด็กสามารถเลือกปฏิบัติในสิ่งที่เหมาะสมด้วยความเข้าใจและความรับผิดชอบ ไม่ใช่เพราะความกลัวการลงโทษหรือความคาดหวังต่อรางวัล
  2. การสื่อสารอย่างสันติ พัฒนาโดย Marshall Rosenberg เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใหญ่สามารถสื่อสารกับเด็กอย่างไม่ตัดสิน เปิดพื้นที่ให้เด็กได้แสดงความรู้สึก และสร้างความเข้าใจร่วมกันผ่านองค์ประกอบของการสังเกต ความรู้สึก ความต้องการ และการร้องขอ
  3. การกำกับตนเอง เป็นผลลัพธ์เชิงพัฒนาการที่เกิดขึ้นเมื่อเด็กได้รับการสื่อสารและการสนับสนุนอย่างเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น แนวคิดการสื่อสารเพื่อวินัยเชิงบวกเป็นการมองวินัยในมิติใหม่ที่เน้น “ความเข้าใจมากกว่าการควบคุม” และ “ความสัมพันธ์มากกว่าการใช้อำนาจ” โดยใช้การสื่อสารอย่างสันติเป็นกลไกหลักในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีความหมาย เมื่อดำเนินการอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องทั้งในบริบทบ้านและโรงเรียน จะนำไปสู่การพัฒนาเด็กที่มีความสามารถในการกำกับตนเอง มีความรับผิดชอบ และเติบโตเป็นสมาชิกของสังคมที่มีคุณภาพในอนาคต
ความสำคัญของการส่งเสริมวินัยเชิงบวกในระดับปฐมวัย
การสร้างวินัยเชิงบวก (Positive Discipline) มิใช่การปล่อยปละละเลยหรือการยอมตามใจเด็กอย่างไร้ขอบเขต หากแต่คือกระบวนการบ่มเพาะทักษะชีวิตที่มีคุณค่าอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทักษะเหล่านั้นหยั่งรากลึกเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพและจิตใจ เป็นรากฐานสำคัญที่จะนำพาเด็กไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและสง่างาม โดยมีความสำคัญครอบคลุมใน 3 มิติหลักที่เกื้อหนุนต่อการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ดังนี้
  1. การพัฒนาสมองและการกำกับตนเอง (Brain Development & Self-Regulation) เด็กปฐมวัยมีสมองส่วนอารมณ์ที่ไวต่อสิ่งเร้า การสื่อสารเชิงบวกจะช่วยให้สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ทำงานได้ดีขึ้น ลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ทำให้เด็กสามารถฝึกการยับยั้งชั่งใจและคิดหาทางออกได้ดีกว่าเด็กที่ถูกทำโทษบ่อยครั้ง (Siegel & Bryson, 2012)
  2. การสร้างวินัยจากภายใน (Internal Discipline) วินัยเชิงบวกมุ่งเน้นให้เด็กทำสิ่งที่ถูกต้องเพราะ เข้าใจเหตุผล และ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่ใช่ทำเพราะ”กลัวถูกทำโทษ” หรือ “อยากได้รางวัล” ซึ่งจะกลายเป็นความเข้าใจผิดที่ติดตัว
  3. การเสริมสร้างพลังความเชื่อมั่น (Self-Efficacy) เมื่อเด็กได้รับโอกาสในการแก้ไขความผิดพลาดผ่านการสื่อสารที่สร้างสรรค์ เด็กจะรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถ และกล้าเผชิญหน้ากับอุปสรรคในอนาคต
การส่งเสริมวินัยเชิงบวกในระดับปฐมวัยจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ช่วยให้เด็กเรียนรู้การกำกับตนเอง เข้าใจอารมณ์ และแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมโดยไม่ต้องพึ่งพาการลงโทษ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครู ผู้ปกครอง และเด็ก ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้อย่างมีความสุข ในระยะยาว
บทบาทหลักของครูและผู้ปกครองในการส่งเสริมวินัยเชิงบวก
การสร้างวินัยเชิงบวกจะได้ผลดีเมื่อบ้านและโรงเรียนสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีบทบาทที่เกื้อหนุนกัน ดังนี้
1. บทบาทของครูและตัวอย่างสถานการณ์
1.1 บทบาทครูผู้สร้างนิเวศการเรียนรู้ทางสังคม เป็นผู้ชี้แนะทางอารมณ์ (Emotional Coach) เมื่อเด็กมีอารมณ์รุนแรง ครูจะไม่ดุว่าแต่จะช่วยสะท้อนอารมณ์และสอนวิธีจัดการอารมณ์ที่ถูกต้อง
ตัวอย่าง เมื่อเด็กโกรธขว้างปาของ ครูควรเดินเข้าไปหาและพูดว่า “ครูเห็นหนูกำลังโกรธมากที่ต่อบล็อกไม้ไม่ได้ การขว้างของทำให้คนอื่นเจ็บนะลูก เราลองมาหายใจเข้าลึกๆ แล้วลองเริ่มต่อกันใหม่ทีละชั้นดูกัน”

1.2 ผู้ออกแบบสภาพแวดล้อมเชิงบวก (Proactive Environment Designer) ครูจัดเตรียมพื้นที่และกติกาที่ชัดเจนเพื่อลดความขัดแย้ง
ตัวอย่าง ครูติดป้ายสัญลักษณ์ขั้นตอนการเก็บของเล่น และชื่นชมพฤติกรรมที่เฉพาะเจาะจงเมื่อเด็กทำตามกติกา เช่น “ขอบคุณน้องบีมากค่ะที่เก็บรถใส่ตะกร้าตามป้ายสีแดง เพื่อนคนอื่นจะได้หาเจอ”

2. บทบาทของผู้ปกครอง และตัวอย่างสถานการณ์
2.1 ผู้เป็นต้นแบบแห่งความใจเย็น (Kind and Firm Role Model) พ่อแม่ต้องชัดเจนในกติกาบ้านโดยใช้น้ำเสียงที่สุภาพแต่หนักแน่น
ตัวอย่าง เมื่อเด็กไม่ยอมเลิกเล่นแท็บเล็ต ผู้ปกครองพูดว่า “แม่เข้าใจว่าหนูกำลังสนุกนะจ๊ะ แต่ตอนนี้หมดเวลาที่เราตกลงกันไว้แล้ว หนูจะปิดเองหรือจะให้แม่ช่วยปิดแล้วเราไปอ่านนิทานกันดีค่ะ” (เป็นการให้ทางเลือกควบคู่กับการรักษากติกา)

2.2 ผู้ส่งเสริมความพยายามมากกว่าผลลัพธ์ (Encourager) เน้นการชมเชยความพยายามและการแก้ปัญหาของเด็ก
ตัวอย่าง แทนที่จะชมว่า “เก่งจังที่กินข้าวหมด” ให้เปลี่ยนเป็น “แม่ประทับใจที่ลูกตั้งใจตักข้าวทานเองจนเสร็จ แม้บางคำจะยากลูกก็ไม่ละความพยายามเลย”

กรณีศึกษาจากต่างประเทศในการนำแนวทางวินัยเชิงบวกมาใช้
การจัดการศึกษาปฐมวัยในหลายประเทศได้นำแนวทางวินัยเชิงบวกมาเป็นแกนกลางในการสื่อสารกับเด็ก ดังนี้:
ตัวอย่างที่ 1 แนวคิด Reggio Emilia (อิตาลี): เน้นบทบาทครูในฐานะ “ผู้ร่วมเรียนรู้” (Co-learner) ครูจะสื่อสารกับเด็กด้วยการตั้งคำถามและรับฟัง “ร้อยภาษาของเด็ก” (The Hundred Languages of Children) โดยให้ความสำคัญกับสิทธิของเด็กในการแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจร่วมกัน
ตัวอย่างที่ 2 โครงการ Positive Behavioral Interventions and Supports (PBIS) (สหรัฐอเมริกา): เป็นระบบที่ใช้กันแพร่หลายในการสื่อสารความคาดคุวนและชื่นชมพฤติกรรมเชิงบวกอย่างเป็นระบบ แทนการจ้องจับผิด ครูจะใช้การสื่อสารที่ชัดเจน (Explicit Communication) เพื่อบอกว่าเด็กควรทำอย่างไรในแต่ละสถานการณ์
ตัวอย่างที่ 3 แนวคิด Friluftsliv หรือ การเรียนรู้กลางแจ้ง (กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย): Friluftsliv เป็นคำจากภาษานอร์เวย์ โดยมีรากศัพท์มาจากคำว่า “friluft” (อากาศกลางแจ้ง) และ “liv” (ชีวิต) รวมกัน ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ผ่านธรรมชาติ เน้นการสื่อสารเพื่อให้เด็กประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจด้วยตนเองในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ครูจะใช้คำพูดที่ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม เช่น “เราจะเดินอย่างไรให้เพื่อนข้างหลังเดินตามได้สะดวก”
องค์ประกอบของการสื่อสารเพื่อสร้างวินัยเชิงบวก
ครูปฐมวัยและผู้ปกครองสามารถนำหลักการ การสื่อสารอย่างสันติ หรือ NVC (Non-violent Communication) โดยการนำแนวคิดและกระบวนการสื่อสาร มาปรับใช้ภายใต้บริบทวินัยเชิงบวกได้ 4 ขั้นตอน คือ
  1. สังเกต (Observe): บรรยายสิ่งที่เห็นโดยไม่ตัดสิน “ครูเห็นหนูยังไม่ได้เก็บสีใส่กล่องค่ะ”
  2. สะท้อนความรู้สึก (Feel): ยอมรับอารมณ์ของเด็ก “หนูคงอยากวาดรูปต่ออีกนิดใช่ไหมลูก”
  3. ระบุความต้องการ (Need): เชื่อมโยงสู่ระเบียบปฏิบัติ “แต่ตอนนี้ถึงเวลาล้างมือเพื่อสุขภาพที่ดีของเราแล้วครับ”
  4. ร้องขอเชิงบวก (Request): บอกสิ่งที่ควรทำ “หนูช่วยครูเก็บสีลงกล่องทีละ 3 แท่งได้ไหมลูก”
การสื่อสารเพื่อสร้างวินัยเชิงบวกในพื้นที่ปฐมวัย จึงเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่คุ้มค่าที่สุด เมื่อครูและผู้ปกครองประสานความร่วมมือ เลือกใช้คำพูดที่สร้างพลังมากกว่าการกดขี่ ห้องเรียนและบ้านจะเปลี่ยนเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เด็กๆ รู้สึกปลอดภัยที่จะเติบโต เป็นพื้นที่แห่งความสุขที่บ่มเพาะทั้งปัญญาและจริยธรรมไปพร้อมกันอย่างสมดุล
เอกสารอ้างอิง (References)
  • กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
  • วิเชียร ไชยบัง. (2551). จิตศึกษา: พัฒนาปัญญาภายใน. บุรีรัมย์: โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา.
  • วิภาภรณ์ ภูวนารถนุรักษ์. (2562). การจัดการชั้นเรียนเชิงบวกสำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
  • Bandura, A. (1997). Self-efficacy: The exercise of control. W.H. Freeman.
  • Durlak, J. A., Weissberg, R. P., Dymnicki, A. B., Taylor, R. D., & Schellinger, K. B. (2011). The impact of enhancing students’ social and emotional learning: A meta-analysis. Child Development, 82(1), 405–432.
  • Ministry of Education. (2017). Early childhood curriculum B.E. 2560. Bangkok: Author.
  • Nelsen, J., Lott, L., & Glenn, S. (2013). Positive Discipline in the Classroom. Harmony.
  • Rosenberg, M. B. (2015). Nonviolent Communication: A Language of Life (3rd ed.). Puddle Dancer Press.
  • Siegel, D. J., & Bryson, T. P. (2012). The Whole-Brain Child. Bantam Books.

ผู้เขียน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิฤมล สุวรรณศรี

📱สนใจสมัครเรียนหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ:

#อยากเป็นครู #ศึกษาศาสตร์ #ม.เอกชน #ครูปฐมวัย #ครูอนุบาล #เรียนต่อปริญญาตรี #UTCC #การศึกษาไทย

แชร์บทความนี้

หลักสูตร

คณะการศึกษาปฐมวัย

*

** คุณสมบัติผู้ขอกู้ กยศ.

*

** คุณสมบัติผู้ขอกู้ กยศ.