ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดของมนุษย์ในการสื่อสาร ความคิด และการเรียนรู้ ภาษา มีความหมายรวมถึง ระบบสัญลักษณ์ที่มีความหมายและมีระเบียบที่มนุษย์ใช้สื่อสารความคิด ความรู้สึก และความต้องการ นอกจากภาษาพูดและภาษาเขียนที่เป็นระบบสัญลักษณ์ที่ชัดเจนแล้ว ยังอาจหมายรวมถึงภาษาท่าทาง ภาษามือ หรือสัญลักษณ์อื่น ๆ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างกันได้ ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัยนั้นเริ่มจากการสื่อสารที่เกิดขึ้นเมื่อทารกเรียนรู้ว่าเสียงร้องจะนำพาอาหาร ความสบายตัวมาให้ ทารกแรกเกิดเริ่มจดจำเสียงสำคัญๆ ในสภาพแวดล้อม เช่น เสียงของแม่หรือผู้ดูแลหลัก เมื่อทารกเติบโตขึ้น ทารกจะเริ่มแยกแยะเสียงพูดที่ประกอบเป็นคำศัพท์ในภาษาของตนเมื่ออายุ 6 เดือน (National Institute on Deafness and Other Communication Disorders, 2010) จากนั้นจะมีการพัฒนาภาษาเป็นไปตามลำดับพัฒนาการตามวัย เด็กปฐมวัยถือเป็นช่วงวัยทองของการพัฒนาภาษา เพราะสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้เสียง การเข้าใจความหมาย และการใช้ถ้อยคำพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว งานวิจัยพบว่าเด็กอายุระหว่าง 0–6 ปี มีความสามารถทางสมองในการรับรู้และเรียนรู้ภาษามากกว่าช่วงวัยอื่นๆในชีวิต (National Institute of Child Health and Human Development, 2022) การส่งเสริมพัฒนาภาษาอย่างเหมาะสมจึงมีผลต่อทั้งการเรียนรู้ของเด็กในโรงเรียน ความสัมพันธ์ทางสังคม และความมั่นใจในตนเองของเด็ก ซึ่งบทความเรื่องนี้ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครูและผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการทางภาษาและสามารถนำเทคนิค ‘พูด–เล่น–อ่าน’ ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง
สถานการณ์การพัฒนาภาษาเด็กปฐมวัย
จากรายงานการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย (Multiple Indicator Cluster Survey: MICS, 2022) โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติและยูนิเซฟ พบว่า เด็กอายุ 3–5 ปี มีเพียงร้อยละ 77.2 ที่มีพัฒนาการ “อยู่ในเกณฑ์ปกติ” ในทุกด้าน โดยด้านที่พบว่าพัฒนาต่ำสุดคือ “ด้านภาษา” และ “การรู้หนังสือขั้นต้น” ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้ครอบครัวและสถานศึกษาปฐมวัยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมภาษาตั้งแต่ช่วงก่อนเข้าเรียน ซึ่งจากข้อมูลจาก National Institute on Deafness and Other Communication Disorders หรือ NIDCD (2010) ได้ระบุถึงเรื่องพัฒนาการด้านทักษะการพูดและภาษาของเด็กปฐมวัยที่แตกต่างกันไปตามพัฒนาการหรือตามการเรียนรู้ทักษะทางภาษา มีรายการตรวจสอบพัฒนาการด้านทักษะการพูดและภาษาในเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี เพื่อช่วยให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์พิจารณาว่าเด็กมีพัฒนาการตามเป้าหมายหรือไม่ หรืออาจต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม บางครั้งความล่าช้าอาจเกิดจากการสูญเสียการได้ยิน ในขณะที่บางครั้งอาจเกิดจากความผิดปกติทางการพูดหรือภาษา
สภาวะความล่าช้าด้านภาษาและการสื่อสารของเด็กปฐมวัย อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาการได้ยิน ความบกพร่องทางพัฒนาการ หรือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น เด็กอายุ 2 ปี ยังไม่พูดคำที่มีความหมาย หรือ เด็กอายุ 3 ปี พูดเป็นประโยคไม่ได้ ความผิดปกติต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กพบควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินและให้คำแนะนำที่เหมาะสม จากข้อมูลของ พญ.จิตรลดา ศรีปัญญา ที่ได้เขียนเรื่อง “ลูกพูดช้าเกิดจากสาเหตุอะไร” ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับ พัฒนาการทางภาษาและการพูดในด้านความเข้าใจและการใช้ภาษา ตามตารางที่ 1 ดังนี้
ตารางที่ 1 พัฒนาการทางภาษาและการพูดในด้านความเข้าใจและการใช้ภาษา
| อายุ |
ความเข้าใจภาษา |
การใช้ภาษา |
| 1 เดือน |
เมื่อได้ยินเสียง เด็กจะสะดุ้ง ขยับตัว กระพริบตาหรือร้องไห้ |
เด็กร้องไห้เมื่อหิว เปียก ไม่สบายตัว |
| 3 เดือน |
เมื่อได้ยินเสียงแม่ใกล้ๆ เด็กจะยิ้มหรือนั่งฟัง |
ทำเสียงอ้อแอ้เมื่อพึงพอใจ |
| 6 เดือน |
หันไปมองยังที่มาของเสียงที่ไม่ดังนัก |
เล่นเสียงทีละพยางค์ กากา อาคา เริ่มเล่นเสียงต่างๆ |
| 9 เดือน |
ทำตามคำสั่งได้ เช่น บ๊ายบาย หยุดเล่นเมื่อถูกสั่งห้าม เช่น อย่า |
ทำเสียงโต้ตอบไม่เป็นภาษาเมื่อมีคนมาพูดด้วย เลียนแบบการเล่นเสียงของคนอื่น เลียนเสียงแปลกๆ เช่น สุนัขเห่า จิ้งจกร้อง |
| 12 เดือน |
หันไปหาเมื่อเรียกชื่อ เข้าใจคำพูดที่ได้ยินบ่อยๆ เช่น เอา ไม่เอา |
เริ่มพูดคำที่มีความหมายได้ 2-3 คำ เช่น แม่ หม่ำ ไป |
| 18 เดือน |
ชี้อวัยวะได้ 1-3 แห่ง เข้าใจศัพท์ได้ 50 คำ |
พูดคำที่มีความหมายได้ 10-20 คำ เช่น หมา แมว |
| 24 เดือน |
ชี้อวัยวะได้ 5 อย่าง เข้าใจคำถาม ทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้ เช่น ไปเอารถมา นั่งลง |
พูดคำที่มีความหมายได้ 50-400 คำ |
นอกจากนี้ กรมอนามัย (2566) รายงานว่า เด็กไทยอายุ 2–5 ปี ร้อยละ 15–20 มีความล่าช้าด้านภาษาและการสื่อสาร ซึ่งมีสาเหตุมาจากการได้รับปฏิสัมพันธ์ทางภาษาน้อย การใช้สื่อดิจิทัลมากเกินไป และขาดกิจกรรมการอ่านร่วมกับผู้ใหญ่ ปัจจัยเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากผู้ปกครองและครูมีความรู้และจัดประสบการณ์ทางภาษาที่เหมาะสม ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การส่งเสริมภาษาในช่วงปฐมวัยยังเป็นเรื่องสำคัญของระบบการดูแลเด็กไทย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งโรงเรียนและครอบครัว
แนวคิดหลักในการพัฒนาภาษาเด็กปฐมวัย
การพัฒนาภาษาในช่วงปฐมวัยเกิดจาก “การมีปฏิสัมพันธ์” มากกว่าการสอนโดยตรง เด็กเรียนรู้ภาษาผ่านการฟัง พูด เล่น และอ่านในชีวิตประจำวัน แนวคิดของ วีกอตสกี้ (Lev Vygotsky) นักจิตวิทยาผู้คิดค้นทฤษฎีสังคมวัฒนธรรมที่เน้นบทบาทของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และ บริบททางวัฒนธรรม ในการพัฒนาสติปัญญาของเด็ก แนวคิดหลักคือ การเรียนรู้เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกับผู้ที่มีทักษะมากกว่า และภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพัฒนาความคิด เชื่อว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นใน “เขตพัฒนาการใกล้เคียง” หรือ “โซนการพัฒนาที่มีศักยภาพ” (Zone of Proximal Development: ZPD) ระบุว่าการสอนเด็กในระดับช่วงที่เรียกว่า ZPD จะสามารถกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้ดีที่สุด เป็นขอบเขตความสามารถที่เด็กสามารถทำได้ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง ซึ่งผู้ใหญ่มีบทบาทในการเป็นผู้ชี้นำ สนับสนุน และขยายคำศัพท์ผ่านกิจกรรมที่มีความหมายต่อเด็ก สมองของเด็กปฐมวัยยังไวต่อการกระตุ้นทางเสียงและถ้อยคำ (Shonkoff & Phillips, 2000) ดังนั้น การพูดคุย การเล่นบทบาทสมมติ และการอ่านนิทาน คือโอกาสทองที่ทำให้เด็กซึมซับโครงสร้างภาษาและความเข้าใจทางความหมายโดยธรรมชาติ (Vygotsky, 1978)
เทคนิค “พูด–เล่น–อ่าน” เพื่อส่งเสริมภาษาในชีวิตประจำวัน
การพูด-เล่น-อ่าน เป็นเทคนิคหนึ่งที่ผู้ดูแลเด็กปฐมวัยหรือผู้เกี่ยวข้องสามารถจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมภาษาในชีวิตประจำวันได้ เช่น ขณะที่ครูหรือผู้ปกครองพาเด็กไปตลาด อาจชวนเด็กพูดชื่อผักผลไม้ และตั้งคำถามว่า ผักนี้สีอะไร ใช้ทำอาหารอะไรได้บ้าง โดยบทบาทของครูปฐมวัยหรือผู้ปกครองที่ควรปฏิบัติ ได้แก่
- บทบาทของครูปฐมวัย ควรจัดมุมภาษาและมุมหนังสือที่เข้าถึงง่าย ใช้กิจกรรมหลากหลาย เช่น การเล่านิทาน การแต่งคำคล้องจอง การพูดคุยหลังเล่น เพื่อกระตุ้นให้เด็กใช้ภาษาจริงในบริบท และ
- บทบาทผู้ปกครอง ควรลดเวลาการใช้หน้าจอ และเพิ่มเวลาพูดคุย–อ่านหนังสือกับลูก เน้นบรรยากาศอบอุ่น สนุก และไม่บังคับ เพราะอารมณ์เชิงบวกช่วยส่งเสริมความมั่นใจทางภาษา
เทคนิคการนำเรื่อง การพูด การเล่น และ การอ่านมาใช้มีเทคนิคต่าง ๆ ดังนี้
|
การพูด
(Talk More, Talk Meaningfully)
|
-
พูดบรรยายสิ่งรอบตัว ให้เด็กฟัง เช่น “ลูกกำลังใส่รองเท้าสีแดงนะ” เพื่อให้เด็กเชื่อมโยงคำกับประสบการณ์
-
ตั้งคำถามปลายเปิด เช่น “หนูคิดว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไป” เพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดและพูดขยายความ
-
ฟังอย่างตั้งใจและตอบสนอง เมื่อเด็กพูด แม้จะพูดผิดบ้าง เพราะการได้รับการตอบสนองช่วยให้เด็กรู้ว่าคำพูดของตนมีความหมาย
|
|
การเล่น
(Play and Talk Together)
|
-
เล่นบทบาทสมมติ เช่น เล่นร้านขายของ เล่นเป็นคุณหมอ – เด็กจะได้ใช้คำศัพท์เกี่ยวกับอาชีพและการสื่อสารในสถานการณ์จริง
-
เล่นคำ เล่นเสียง เช่น ร้องเพลง เล่นคำคล้องจอง หรือเกมทายคำเสียงต้น – ช่วยพัฒนาทักษะเสียงพูด (phonological awareness)
-
ให้โอกาสเล่นกับเพื่อน เพื่อฝึกการเจรจา แบ่งปัน และการใช้ภาษาในสังคม
|
|
การอ่าน
(Read Aloud Every Day)
|
-
อ่านนิทานให้ฟังทุกวัน อย่างน้อยวันละ 10–15 นาที อ่านเชิงโต้ตอบ (Interactive Reading) ถามเด็กระหว่างอ่าน เช่น “หนูคิดว่าตัวละครนี้รู้สึกอย่างไร?”
-
ใช้หนังสือภาพที่หลากหลาย ทั้งภาพจริง ภาพการ์ตูน และคำสั้น ๆ เพื่อกระตุ้นคำศัพท์
-
เชื่อมโยงเรื่องราวกับชีวิตประจำวัน เช่น “เมื่อวานเราเจอแมวเหมือนในนิทานเลยนะ”
|
อย่างไรก็ตามเรื่องของการส่งเสริมภาษาในช่วงปฐมวัยไม่ใช่เรื่องของโรงเรียนเท่านั้น แต่เป็น “ความร่วมมือของครอบครัว ชุมชน และครู” การพูด เล่น และอ่านร่วมกันทุกวัน คือการลงทุนระยะยาวที่สร้างทักษะพื้นฐานทางการเรียนรู้และการสื่อสารให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพ
เอกสารอ้างอิง
- กรมอนามัย. (2566). รายงานสถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัยของประเทศไทย พ.ศ. 2566.
กรุงเทพมหานคร: กระทรวงสาธารณสุข.
- จิตรลดา ศรีปัญญา. (2566). ลูกพูดช้าเกิดจากสาเหตุอะไร. ศูนย์ศรีพัฒน์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. สืบค้น
จาก https://sriphat.med.cmu.ac.th/th/knowledge-663 เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2568.
- National Institute of Child Health and Human Development. (2022). Language development in early childhood: Milestones and brain growth. U.S. Department of Health and Human Services.
- National Institute on Deafness and Other Communication Disorders. (2010). Speech and Language Developmental Milestones. Retrieved from https://www.nidcd.nih.gov/health/speech-and-language.
- Shonkoff, J. P., & Phillips, D. A. (Eds.). (2000). From neurons to neighborhoods: The science of early childhood development. National Academy Press.
- UNICEF Thailand & National Statistical Office. (2022). Multiple Indicator Cluster Survey (MICS) 2022: Summary findings. Bangkok: UNICEF Thailand.
- Vygotsky, L. S. (1978). Mind in society: The development of higher psychological processes. Harvard University Press.
ผู้เขียน: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิฤมล สุวรรณศรี
📱สนใจสมัครเรียนหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ:
– คณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
– โทร: 02-6976664-5
– เว็บไซต์: https://ece.utcc.ac.th
– Facebook: https://www.facebook.com/EarlyChildhoodUTCC
– Instagram: ece.utcc
– TikTok: ece.utcc
#อยากเป็นครู #ศึกษาศาสตร์ #ม.เอกชน #ครูปฐมวัย #ครูอนุบาล #เรียนต่อปริญญาตรี #UTCC #การศึกษาไทย