พูด–เล่น–อ่าน กุญแจสำคัญพัฒนาภาษาเด็กปฐมวัย

Student blog — 05/12/2025

Educational
พูด–เล่น–อ่าน กุญแจสำคัญพัฒนาภาษาเด็กปฐมวัย
ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดของมนุษย์ในการสื่อสาร ความคิด และการเรียนรู้ ภาษา มีความหมายรวมถึง ระบบสัญลักษณ์ที่มีความหมายและมีระเบียบที่มนุษย์ใช้สื่อสารความคิด ความรู้สึก และความต้องการ นอกจากภาษาพูดและภาษาเขียนที่เป็นระบบสัญลักษณ์ที่ชัดเจนแล้ว ยังอาจหมายรวมถึงภาษาท่าทาง ภาษามือ หรือสัญลักษณ์อื่น ๆ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างกันได้ ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัยนั้นเริ่มจากการสื่อสารที่เกิดขึ้นเมื่อทารกเรียนรู้ว่าเสียงร้องจะนำพาอาหาร ความสบายตัวมาให้ ทารกแรกเกิดเริ่มจดจำเสียงสำคัญๆ ในสภาพแวดล้อม เช่น เสียงของแม่หรือผู้ดูแลหลัก เมื่อทารกเติบโตขึ้น ทารกจะเริ่มแยกแยะเสียงพูดที่ประกอบเป็นคำศัพท์ในภาษาของตนเมื่ออายุ 6 เดือน (National Institute on Deafness and Other Communication Disorders, 2010) จากนั้นจะมีการพัฒนาภาษาเป็นไปตามลำดับพัฒนาการตามวัย เด็กปฐมวัยถือเป็นช่วงวัยทองของการพัฒนาภาษา เพราะสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้เสียง การเข้าใจความหมาย และการใช้ถ้อยคำพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว งานวิจัยพบว่าเด็กอายุระหว่าง 0–6 ปี มีความสามารถทางสมองในการรับรู้และเรียนรู้ภาษามากกว่าช่วงวัยอื่นๆในชีวิต (National Institute of Child Health and Human Development, 2022) การส่งเสริมพัฒนาภาษาอย่างเหมาะสมจึงมีผลต่อทั้งการเรียนรู้ของเด็กในโรงเรียน ความสัมพันธ์ทางสังคม และความมั่นใจในตนเองของเด็ก ซึ่งบทความเรื่องนี้ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครูและผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการทางภาษาและสามารถนำเทคนิค ‘พูด–เล่น–อ่าน’ ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง
สถานการณ์การพัฒนาภาษาเด็กปฐมวัย
จากรายงานการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย (Multiple Indicator Cluster Survey: MICS, 2022) โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติและยูนิเซฟ พบว่า เด็กอายุ 3–5 ปี มีเพียงร้อยละ 77.2 ที่มีพัฒนาการ “อยู่ในเกณฑ์ปกติ” ในทุกด้าน โดยด้านที่พบว่าพัฒนาต่ำสุดคือ “ด้านภาษา” และ “การรู้หนังสือขั้นต้น” ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้ครอบครัวและสถานศึกษาปฐมวัยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมภาษาตั้งแต่ช่วงก่อนเข้าเรียน ซึ่งจากข้อมูลจาก National Institute on Deafness and Other Communication Disorders หรือ NIDCD (2010) ได้ระบุถึงเรื่องพัฒนาการด้านทักษะการพูดและภาษาของเด็กปฐมวัยที่แตกต่างกันไปตามพัฒนาการหรือตามการเรียนรู้ทักษะทางภาษา มีรายการตรวจสอบพัฒนาการด้านทักษะการพูดและภาษาในเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี เพื่อช่วยให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์พิจารณาว่าเด็กมีพัฒนาการตามเป้าหมายหรือไม่ หรืออาจต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม บางครั้งความล่าช้าอาจเกิดจากการสูญเสียการได้ยิน ในขณะที่บางครั้งอาจเกิดจากความผิดปกติทางการพูดหรือภาษา

สภาวะความล่าช้าด้านภาษาและการสื่อสารของเด็กปฐมวัย อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาการได้ยิน ความบกพร่องทางพัฒนาการ หรือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น เด็กอายุ 2 ปี ยังไม่พูดคำที่มีความหมาย หรือ เด็กอายุ 3 ปี พูดเป็นประโยคไม่ได้ ความผิดปกติต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กพบควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินและให้คำแนะนำที่เหมาะสม จากข้อมูลของ พญ.จิตรลดา ศรีปัญญา ที่ได้เขียนเรื่อง “ลูกพูดช้าเกิดจากสาเหตุอะไร” ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับ พัฒนาการทางภาษาและการพูดในด้านความเข้าใจและการใช้ภาษา ตามตารางที่ 1 ดังนี้

ตารางที่ 1 พัฒนาการทางภาษาและการพูดในด้านความเข้าใจและการใช้ภาษา
อายุ ความเข้าใจภาษา การใช้ภาษา
1 เดือน เมื่อได้ยินเสียง เด็กจะสะดุ้ง ขยับตัว กระพริบตาหรือร้องไห้ เด็กร้องไห้เมื่อหิว เปียก ไม่สบายตัว
3 เดือน เมื่อได้ยินเสียงแม่ใกล้ๆ เด็กจะยิ้มหรือนั่งฟัง ทำเสียงอ้อแอ้เมื่อพึงพอใจ
6 เดือน หันไปมองยังที่มาของเสียงที่ไม่ดังนัก เล่นเสียงทีละพยางค์ กากา อาคา เริ่มเล่นเสียงต่างๆ
9 เดือน ทำตามคำสั่งได้ เช่น บ๊ายบาย หยุดเล่นเมื่อถูกสั่งห้าม เช่น อย่า ทำเสียงโต้ตอบไม่เป็นภาษาเมื่อมีคนมาพูดด้วย เลียนแบบการเล่นเสียงของคนอื่น เลียนเสียงแปลกๆ เช่น สุนัขเห่า จิ้งจกร้อง
12 เดือน หันไปหาเมื่อเรียกชื่อ เข้าใจคำพูดที่ได้ยินบ่อยๆ เช่น เอา ไม่เอา เริ่มพูดคำที่มีความหมายได้ 2-3 คำ เช่น แม่ หม่ำ ไป
18 เดือน ชี้อวัยวะได้ 1-3 แห่ง เข้าใจศัพท์ได้ 50 คำ พูดคำที่มีความหมายได้ 10-20 คำ เช่น หมา แมว
24 เดือน ชี้อวัยวะได้ 5 อย่าง เข้าใจคำถาม ทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้ เช่น ไปเอารถมา นั่งลง พูดคำที่มีความหมายได้ 50-400 คำ
นอกจากนี้ กรมอนามัย (2566) รายงานว่า เด็กไทยอายุ 2–5 ปี ร้อยละ 15–20 มีความล่าช้าด้านภาษาและการสื่อสาร ซึ่งมีสาเหตุมาจากการได้รับปฏิสัมพันธ์ทางภาษาน้อย การใช้สื่อดิจิทัลมากเกินไป และขาดกิจกรรมการอ่านร่วมกับผู้ใหญ่ ปัจจัยเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากผู้ปกครองและครูมีความรู้และจัดประสบการณ์ทางภาษาที่เหมาะสม ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การส่งเสริมภาษาในช่วงปฐมวัยยังเป็นเรื่องสำคัญของระบบการดูแลเด็กไทย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งโรงเรียนและครอบครัว
แนวคิดหลักในการพัฒนาภาษาเด็กปฐมวัย
การพัฒนาภาษาในช่วงปฐมวัยเกิดจาก “การมีปฏิสัมพันธ์” มากกว่าการสอนโดยตรง เด็กเรียนรู้ภาษาผ่านการฟัง พูด เล่น และอ่านในชีวิตประจำวัน แนวคิดของ วีกอตสกี้ (Lev Vygotsky) นักจิตวิทยาผู้คิดค้นทฤษฎีสังคมวัฒนธรรมที่เน้นบทบาทของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และ บริบททางวัฒนธรรม ในการพัฒนาสติปัญญาของเด็ก แนวคิดหลักคือ การเรียนรู้เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกับผู้ที่มีทักษะมากกว่า และภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพัฒนาความคิด เชื่อว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นใน “เขตพัฒนาการใกล้เคียง” หรือ “โซนการพัฒนาที่มีศักยภาพ” (Zone of Proximal Development: ZPD) ระบุว่าการสอนเด็กในระดับช่วงที่เรียกว่า ZPD จะสามารถกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้ดีที่สุด เป็นขอบเขตความสามารถที่เด็กสามารถทำได้ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง ซึ่งผู้ใหญ่มีบทบาทในการเป็นผู้ชี้นำ สนับสนุน และขยายคำศัพท์ผ่านกิจกรรมที่มีความหมายต่อเด็ก สมองของเด็กปฐมวัยยังไวต่อการกระตุ้นทางเสียงและถ้อยคำ (Shonkoff & Phillips, 2000) ดังนั้น การพูดคุย การเล่นบทบาทสมมติ และการอ่านนิทาน คือโอกาสทองที่ทำให้เด็กซึมซับโครงสร้างภาษาและความเข้าใจทางความหมายโดยธรรมชาติ (Vygotsky, 1978)
เทคนิค “พูด–เล่น–อ่าน” เพื่อส่งเสริมภาษาในชีวิตประจำวัน
การพูด-เล่น-อ่าน เป็นเทคนิคหนึ่งที่ผู้ดูแลเด็กปฐมวัยหรือผู้เกี่ยวข้องสามารถจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมภาษาในชีวิตประจำวันได้ เช่น ขณะที่ครูหรือผู้ปกครองพาเด็กไปตลาด อาจชวนเด็กพูดชื่อผักผลไม้ และตั้งคำถามว่า ผักนี้สีอะไร ใช้ทำอาหารอะไรได้บ้าง โดยบทบาทของครูปฐมวัยหรือผู้ปกครองที่ควรปฏิบัติ ได้แก่
  • บทบาทของครูปฐมวัย ควรจัดมุมภาษาและมุมหนังสือที่เข้าถึงง่าย ใช้กิจกรรมหลากหลาย เช่น การเล่านิทาน การแต่งคำคล้องจอง การพูดคุยหลังเล่น เพื่อกระตุ้นให้เด็กใช้ภาษาจริงในบริบท และ
  • บทบาทผู้ปกครอง ควรลดเวลาการใช้หน้าจอ และเพิ่มเวลาพูดคุย–อ่านหนังสือกับลูก เน้นบรรยากาศอบอุ่น สนุก และไม่บังคับ เพราะอารมณ์เชิงบวกช่วยส่งเสริมความมั่นใจทางภาษา
เทคนิคการนำเรื่อง การพูด การเล่น และ การอ่านมาใช้มีเทคนิคต่าง ๆ ดังนี้
การพูด
(Talk More, Talk Meaningfully)
  1. พูดบรรยายสิ่งรอบตัว ให้เด็กฟัง เช่น “ลูกกำลังใส่รองเท้าสีแดงนะ” เพื่อให้เด็กเชื่อมโยงคำกับประสบการณ์
  2. ตั้งคำถามปลายเปิด เช่น “หนูคิดว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไป” เพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดและพูดขยายความ
  3. ฟังอย่างตั้งใจและตอบสนอง เมื่อเด็กพูด แม้จะพูดผิดบ้าง เพราะการได้รับการตอบสนองช่วยให้เด็กรู้ว่าคำพูดของตนมีความหมาย
การเล่น
(Play and Talk Together)
  1. เล่นบทบาทสมมติ เช่น เล่นร้านขายของ เล่นเป็นคุณหมอ – เด็กจะได้ใช้คำศัพท์เกี่ยวกับอาชีพและการสื่อสารในสถานการณ์จริง
  2. เล่นคำ เล่นเสียง เช่น ร้องเพลง เล่นคำคล้องจอง หรือเกมทายคำเสียงต้น – ช่วยพัฒนาทักษะเสียงพูด (phonological awareness)
  3. ให้โอกาสเล่นกับเพื่อน เพื่อฝึกการเจรจา แบ่งปัน และการใช้ภาษาในสังคม
การอ่าน
(Read Aloud Every Day)
  1. อ่านนิทานให้ฟังทุกวัน อย่างน้อยวันละ 10–15 นาที อ่านเชิงโต้ตอบ (Interactive Reading) ถามเด็กระหว่างอ่าน เช่น “หนูคิดว่าตัวละครนี้รู้สึกอย่างไร?”
  2. ใช้หนังสือภาพที่หลากหลาย ทั้งภาพจริง ภาพการ์ตูน และคำสั้น ๆ เพื่อกระตุ้นคำศัพท์
  3. เชื่อมโยงเรื่องราวกับชีวิตประจำวัน เช่น “เมื่อวานเราเจอแมวเหมือนในนิทานเลยนะ”
อย่างไรก็ตามเรื่องของการส่งเสริมภาษาในช่วงปฐมวัยไม่ใช่เรื่องของโรงเรียนเท่านั้น แต่เป็น “ความร่วมมือของครอบครัว ชุมชน และครู” การพูด เล่น และอ่านร่วมกันทุกวัน คือการลงทุนระยะยาวที่สร้างทักษะพื้นฐานทางการเรียนรู้และการสื่อสารให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพ
เอกสารอ้างอิง
  • กรมอนามัย. (2566). รายงานสถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัยของประเทศไทย พ.ศ. 2566.
    กรุงเทพมหานคร: กระทรวงสาธารณสุข.
  • จิตรลดา ศรีปัญญา. (2566). ลูกพูดช้าเกิดจากสาเหตุอะไร. ศูนย์ศรีพัฒน์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. สืบค้น
    จาก https://sriphat.med.cmu.ac.th/th/knowledge-663 เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2568.
  • National Institute of Child Health and Human Development. (2022). Language development in early childhood: Milestones and brain growth. U.S. Department of Health and Human Services.
  • National Institute on Deafness and Other Communication Disorders. (2010). Speech and Language Developmental Milestones. Retrieved from https://www.nidcd.nih.gov/health/speech-and-language.
  • Shonkoff, J. P., & Phillips, D. A. (Eds.). (2000). From neurons to neighborhoods: The science of early childhood development. National Academy Press.
  • UNICEF Thailand & National Statistical Office. (2022). Multiple Indicator Cluster Survey (MICS) 2022: Summary findings. Bangkok: UNICEF Thailand.
  • Vygotsky, L. S. (1978). Mind in society: The development of higher psychological processes. Harvard University Press.

ผู้เขียน: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิฤมล สุวรรณศรี

📱สนใจสมัครเรียนหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ:
– คณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
– โทร: 02-6976664-5
– เว็บไซต์: https://ece.utcc.ac.th
– Facebook: https://www.facebook.com/EarlyChildhoodUTCC
– Instagram: ece.utcc
– TikTok: ece.utcc

#อยากเป็นครู #ศึกษาศาสตร์ #ม.เอกชน #ครูปฐมวัย #ครูอนุบาล #เรียนต่อปริญญาตรี #UTCC #การศึกษาไทย

แชร์บทความนี้

หลักสูตร

คณะการศึกษาปฐมวัย

*

** คุณสมบัติผู้ขอกู้ กยศ.

*

** คุณสมบัติผู้ขอกู้ กยศ.