เด็กไม่ดื้อ แต่อาจกำลังเครียด – เข้าใจหัวใจเด็กผ่านพลังบ้านและโรงเรียน

Student blog — 26/01/2026

Educational
เด็กไม่ดื้อ แต่อาจกำลังเครียด – เข้าใจหัวใจเด็กผ่านพลังบ้านและโรงเรียน
ความเครียดของครอบครัวเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมของเด็ก เด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีความตึงเครียดสูง มักแสดงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ได้ยาก ขาดสมาธิ และมีปัญหาในการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียน หากไม่ลดความเครียดของเด็กก่อน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ใด ๆ ก็อาจไม่เกิดผลอย่างแท้จริง เด็กจำนวนมากไม่ได้มีข้อจำกัดด้านสติปัญญาหรือศักยภาพในการเรียนรู้ แต่ประสบปัญหาในการควบคุมอารมณ์และความสนใจอันเนื่องมาจากความเครียดสะสมในชีวิตประจำวัน ความเครียดในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์รุนแรงเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความไม่แน่นอน ความวุ่นวาย และความไม่สม่ำเสมอในชีวิตครอบครัว ซึ่งส่งผลให้เด็กอยู่ในสภาวะตื่นตัวทางอารมณ์ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การที่เด็กแสดงพฤติกรรมร้องไห้ ไม่ยอมแยกจากผู้ปกครอง หรือเกิดอารมณ์รุนแรงเมื่อไม่ได้ดั่งใจ สะท้อนว่าเด็กเหล่านี้ยังไม่พร้อมสำหรับการเรียนรู้เชิงวิชาการ หากครูพยายามเร่งการเรียนรู้โดยไม่จัดการระดับความเครียดของเด็กก่อน ย่อมทำให้ปัญหาพฤติกรรมรุนแรงขึ้น และลดโอกาสในการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ดังนั้น การดูแลด้านอารมณ์และความรู้สึกปลอดภัยจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ในวัยปฐมวัย
การจัดการอารมณ์ก่อนการเรียนรู้: หลักคิดสำคัญของการทำงานในห้องเรียนปฐมวัย

บทความ Focusing on Families: A Two-Generation Model for Reducing Parents’ Stress and Boosting Preschoolers’ Self-Regulation and Attention ได้นำเสนอภาพที่ชัดเจนของความเชื่อมโยงระหว่างความเครียดของครอบครัวกับความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเด็กอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการสนับสนุนผู้ปกครอง โดยยึดหลักที่ว่า“การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ดีเมื่อเด็กอยู่ในภาวะสงบและรู้สึกปลอดภัย” ครูจึงไม่ควรเริ่มต้นด้วยการสอนเนื้อหาทางวิชาการ แต่เริ่มจากการช่วยเด็กจัดการอารมณ์ของตนเอง ผ่านกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับวัย เช่น การใช้ภาพสื่อความหมาย (Picture notes)

“Picture notes” เป็นเครื่องมือสื่อสารอย่างง่าย ที่ครูหรือผู้ใหญ่ใช้ ภาพวาดง่าย ๆ ร่วมกับคำสั้น ๆ เพื่อช่วยเด็กปฐมวัย 1) ทำความเข้าใจสถานการณ์ 2) รับรู้ความต้องการและอารมณ์ของตนเอง 3) ลดความเครียดและความวิตกกังวล และ 4) ฝึกทักษะการกำกับตนเอง (self-regulation) และความใส่ใจ (attention) โดย “Picture notes” อาจใช้เป็นกระดาษโน้ตเล็ก ๆ เช่น post-it ที่วาดภาพตัวเด็ก บุคคล หรือเหตุการณ์สำคัญ พร้อมคำหรือประโยคที่เด็กมีส่วนร่วมในการบอกหรือเลือก มีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้

* เริ่มใช้เมื่อเด็กมีสัญญาณเครียดหรืออารมณ์ท่วมท้น picture notes ควรถูกใช้ทันทีที่ครูสังเกตเห็นว่าเด็กเริ่มควบคุมอารมณ์ได้ยาก เช่น ร้องไห้ งอแง โกรธ หงุดหงิด ไม่ยอมรอ ไม่ยอมแยกจากผู้ปกครอง จุดประสงค์ไม่ใช่ “หยุดพฤติกรรม” แต่คือ ช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและสงบลงก่อน

* ลดระดับสายตา และสื่อสารด้วยน้ำเสียงสงบ ขณะทำ picture notes ครูควรนั่งหรือย่อตัวให้อยู่ระดับสายตาเด็ก พูดช้า ชัด ใช้คำสั้น ๆ แสดงท่าทีว่า “รับฟัง” ไม่เร่ง ไม่ตำหนิ

* วาดภาพง่าย ๆ จากสิ่งที่เด็กกำลังรู้สึกหรือคิด โดยลักษณะของภาพใน picture notes ควรเป็น

ภาพแทนตัวเด็ก (stick figure) บุคคลหรือสิ่งของที่เด็กกังวล เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น (เช่น แม่มารับ, ถึงคิวเล่น)
ไม่จำเป็นต้องวาดสวย แต่ต้องสื่อความหมายตรงกับเด็ก

* ให้เด็กมีส่วนร่วมในการบอกและกำหนดเนื้อหา หัวใจสำคัญของ
picture notes คือ “ภาพและข้อความนั้นเป็นของเด็ก ไม่ใช่ของครู”
โดยแนวปฏิบัติ คือ การถามเด็กว่า “หนูอยากให้เขียนว่าอะไร” ให้เด็กเลือก
คำ หรือช่วยวาดบางส่วน และให้เด็กพูดซ้ำสิ่งที่ครูเขียน กระบวนการนี้ช่วย
พัฒนาการรับรู้อารมณ์ตนเอง

* เขียนข้อความสั้น ชัด และตรงกับความรู้สึกเด็ก ข้อความใน
picture notes ควรเป็นประโยคสั้น ๆ ใช้ภาษาของเด็ก ไม่ตีความหรือ
สั่งสอนแทนเด็ก หลีกเลี่ยงประโยคเชิงสั่ง เช่น “ห้ามร้องไห้” หรือ “ต้องรอ”

* ให้เด็กถือ เก็บ หรือวาง picture notes ในที่ที่มองเห็นได้ โดยหลังทำเสร็จ ครูควรให้เด็กถือโน้ตไว้กับตัว หรือวางในจุดที่เด็กเข้าถึงได้ การ “มองเห็นซ้ำ” ช่วยให้เด็กจดจำและเชื่อมโยงเวลา–เหตุการณ์ได้ดีขึ้น

* ใช้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง picture notes จะมีประสิทธิภาพสูงเมื่อใช้อย่างต่อเนื่องในสถานการณ์คล้ายกัน ครูทุกคนในห้องใช้แนวทางเดียวกัน และผู้ปกครองใช้ในลักษณะเดียวกันที่บ้าน โดยความสม่ำเสมอช่วยลดความเครียดระยะยาว

“picture notes” แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เด็กปฐมวัยต้องการการยอมรับทางอารมณ์มากกว่าการอธิบายด้วยเหตุผลเชิงนามธรรม การให้เด็กมีภาพหรือสัญลักษณ์แทนความรู้สึกของตนเอง ช่วยให้เด็กรับรู้ว่า ผู้ใหญ่เข้าใจและรับฟัง ซึ่งเพียงพอที่จะลดความตึงเครียดและทำให้เด็กพร้อมกลับเข้าสู่กิจกรรมการเรียนรู้

การฝึกความสามารถในการกำกับตนเอง (self-regulation) : กระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ จากเนื้อหาในบทความชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการรอคอย การควบคุมอารมณ์ และการจดจ่อใส่ใจ ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมต่าง ๆ ได้ให้เด็กฝึกทักษะเหล่านี้ในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง เช่น การรอคิว การเพิกเฉยต่อสิ่งรบกวน และการจัดการกับความผิดหวังเล็ก ๆ น้อย ๆ กิจกรรมที่สนับสนุนการฝึกความสามารถในการกำกับตนเอง คือ การฝึกหายใจแบบ “bird breath”

Bird breath คือ เทคนิคการหายใจลึกแบบเคลื่อนไหวร่างกาย (deep abdominal breathing with movement) ที่ใช้สอนเด็กปฐมวัยให้ สงบอารมณ์ ควบคุมตนเอง และเตรียมสมองให้พร้อมเรียนรู้

โดยเปรียบการหายใจเหมือน นกกางปีก–พับปีก แนวทางการปฏิบัติ ทำได้ดังนี้
  • ยกแขนขึ้นช้า ๆ เปรียบเหมือนนกกางปีก
    → เด็ก หายใจเข้า ลึก ๆ (ทางจมูก)
  • แขนตั้งขึ้นเหนือศีรษะชั่วครู่
    → รับลมหายใจเข้าให้เต็มท้อง
  • ลดแขนลงพร้อมกระพือเบา ๆ เหมือนนกพับปีก
    → เด็ก หายใจออก ยาว ๆ (ทางปาก)
  • ทำซ้ำ 3–5 ครั้ง ตามความพร้อมของเด็ก
ครูควรจะ ทำให้ดู พร้อมเสียงหายใจ เพื่อช่วยให้เด็กเลียนแบบได้ง่าย
จากแนวคิดในบทความ ครูไม่ใช่ผู้สั่ง แต่เป็น ผู้นำทางอารมณ์ โดย
  • อาจใช้ bird breath ก่อนกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น กิจกรรมวงกลม ก่อนกินอาหาร ต่อแถว
  • ใช้เมื่อเด็กเริ่มอารมณ์แรง
  • ทำร่วมกับเด็กทั้งกลุ่ม เพื่อไม่ให้ใครรู้สึกโดดเดี่ยว

ความสม่ำเสมอทำให้ bird breath กลายเป็น “ภาษากลางทางอารมณ์” ของห้องเรียน

จากกิจกรรมต่าง ๆ ด้านบน จะเด็กสามารถเรียนรู้วิธีจัดการร่างกายและอารมณ์ของตนเองได้ หากมีการสอนอย่างเหมาะสม เมื่อเด็กใช้กลยุทธ์เหล่านี้ได้ด้วยตนเอง เด็กจะค่อย ๆ พึ่งพาครูน้อยลง และเกิดความรู้สึกเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น

จากเทคนิคต่าง ๆ ข้างต้น จะเกิดพลังมากที่สุดเมื่อถูกนำไปใช้ที่บ้านด้วย เด็กที่ได้รับประสบการณ์สอดคล้องกันทั้งสองบริบท จะเกิดความเข้าใจที่ชัดเจนว่า วิธีจัดการอารมณ์และพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ใช้ได้จริงในทุกสถานการณ์ ความสม่ำเสมอเช่นนี้ช่วยลดความสับสนและความเครียดของเด็ก และส่งเสริมพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

ที่มา https://www.naeyc.org/resources/pubs/yc/may2017/two-generation-model-reducing-stress

ผู้เขียน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฌลาพิชญ์ บุญจิตสิทธิ์ศักดิ์

📱สนใจสมัครเรียนหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ:
– คณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
– โทร: 02-6976664-5
– เว็บไซต์: https://ece.utcc.ac.th
– Facebook: https://www.facebook.com/EarlyChildhoodUTCC
– Instagram: ece.utcc
– TikTok: ece.utcc

#อยากเป็นครู #ศึกษาศาสตร์ #ม.เอกชน #ครูปฐมวัย #ครูอนุบาล #เรียนต่อปริญญาตรี #UTCC #การศึกษาไทย

แชร์บทความนี้

หลักสูตร

คณะการศึกษาปฐมวัย

*

** คุณสมบัติผู้ขอกู้ กยศ.

*

** คุณสมบัติผู้ขอกู้ กยศ.